 |
|
 |
| |
บ่ายวันหนึ่งของฤดูหนาว ... ของเดือนมกราคมต้นปี
46 ที่เมืองเล็กๆ ใกล้กับเมืองซานฟรานซิสโก บรรณาธิการ
เอ็นเนียแกรมไทยแลนด์ ของเราได้รับเกียรติในการสัมภาษณ์คุณเฮเลน
พาล์มเมอร์ [1] อาจารย์เอ็นเนียแกรมคนสำคัญของโลกท่านหนึ่ง
ร่วมกับบรรณาธิการสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง ผู้เข้าร่วมอบรมหลักสูตร Enneagram
Professional Training Program ในครั้งนี้ด้วย
ในหนึ่งชั่วโมงของการสนทนาที่เข้มข้นไปด้วยความคิดและมิตรภาพที่อบอุ่น
เฮเลนได้แบ่งปันความรู้ความเข้าใจของเธอในหลายประเด็นตั้งแต่การได้มารู้จักกับเอ็นเนียแกรมของเธอ
ไปจนถึงแก่นของทฤษฏี ประสบการณ์จากชีวิตจริง และคำแนะนำที่มอบให้คนไทยที่ศึกษาเอ็นเนียแกรมเป็นการพิเศษ
สำหรับการนำความรู้นี้ไปใช้ในภาคปฏิบัติ นอกจากเธอจะมีความรู้ที่ลึกซึ้งทั้งด้านเอ็นเนียแกรม
จิตวิทยาและจิตวิญญาณแล้ว เรายังสัมผัสได้ถึงความเอื้ออาทรที่เธอมีต่อผู้อื่นได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
เรากำลังสนทนาอยู่กับผู้ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นครูทั้งทางด้านเอ็นเนียแกรมและด้านจิตวิญญาณ
บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้เป็นการสนทนาที่ทรงคุณค่าทางปัญญาและความเป็นอิสระทางจิตวิญญาณมากที่สุดชิ้นหนี่งที่เราเคยมีมา
ต่อไปนี้คือคำพูดของเฮเลน ที่ฝากถึงคนไทยโดยตรง |
|
| |
|
|
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่ให้โอกาสที่หาได้ยากเช่นนี้กับเรา อย่างที่คุณทราบ พวกเราในเมืองไทยจำนวนมากนับถือคุณในฐานะที่เป็นครูผู้รู้เอ็นเนีย
แกรมและเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ
คำถามแรกของเราจึงอยากเริ่มจากว่า คุณเริ่มต้นกับเอ็นเนียแกรมได้อย่างไร
เฮเลน : ตอนที่ฉันเป็นอาจารย์ทางจิตวิทยาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเจเอฟเค
(เบริ์คเลย์ สหรัฐอเมริกา) ฉันก็ให้การฝึกอบรมในด้านญาณสังหรณ์
(intuition) อยู่ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉันให้ความสนใจอย่างมาก
สิ่งที่ฉันสังเกตเห็นในตัวคนที่มาเรียนกับฉัน ไม่ว่าจะเป็นที่มหาวิทยาลัย
หรือที่ศูนย์ฝึกอบรมด้านญาณสังหรณ์ของฉันก็คือ เมื่อแต่ละคนพัฒนาความสามารถมาถึงจุดหนึ่ง ก็จะต้องพบกับปฏิกิริยาบางอย่างที่ทำให้ก้าวหน้าต่อไปไม่ได้ เป็นอย่างนี้ทุกคน
แต่ฉันก็อธิบายไม่ได้ว่า มันเกิดจากอะไร เหมือนกับว่า มีอะไรบางอย่างที่ขวางกั้นพวกเขาไว้ไม่ให้เติบโต
ต่อจากนั้น ฉันก็เกิดคำถามขึ้นในใจ ฉันสังเกตว่าอุปสรรคนี้จะเป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้เราไม่สามารถก้าวหน้าได้ในด้านต่าง
ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางจิตวิญญาณ ทางจิตใจ การพัฒนาญาณสังหรณ์ ความสัมพันธ์ต่อผู้อื่น
รวมทั้งทางความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน
ในตอนแรก ฉันคิดว่า ทุกคนจะเจอกับอุปสรรคนี้ในแบบที่แตกต่างกันไปตามตัวบุคคล คือ
แบบของใครของมัน ไม่มีใครเหมือนกันเลย และเมื่อฉันมองตัวเอง
ฉันก็มีปัญหานี้ในแบบของฉัน ซึ่งก็ไม่เหมือนกับของคุณหรือของใคร
ตอนนั้น ฉันยังไม่รู้จักเอ็นเนียแกรม ซึ่งแบ่งลักษณะของอุปสรรคเหล่านี้ออกเป็น
9 ประเภทด้วยกัน เราต่างคนก็มีอุปสรรคในประเภทใดประเภทนึ่งดังกล่าว ฉันจึงเริ่มมองเห็นรูปแบบของอุปสรรคเหล่านี้
ฉันเรียนรู้เกี่ยวกับเอ็นเนียแกรมในปี
1970 - 1971 ซึ่งตอนนั้น ก็ยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างมากนัก
เอ็นเนียแกรมที่คุณเห็นในวันนี้ ซึ่งผ่านจากจุดนั้นมา 30 ปีแล้วนั้น
เป็นความรู้ที่สะสมกันมาจากครูหลายคนที่เขียนเรื่องนี้ออกมา ในตอนแรก
มันหยาบและก็ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรมาก นับว่าเป็นโชคดีของฉันอย่างมาก
ที่ฉันสามารถสัมภาษณ์คนในลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อที่จะดูว่า พวกเขาต่างกันอย่างไร
ตรงนั้นก็เป็นที่มาของมันทั้งหมด
ฉันศึกษาจากสิ่งที่เป็นพื้นฐานก็คือคน
แล้วฉันก็เรียนรู้ทักษะที่จะค้นหาว่า คน
แต่ละลักษณ์นั้นใช้ชีวิตอย่างไร
และแตกต่างกับคนลักษณ์อื่นอย่างไร นั่นเป็นการเริ่มต้น แล้วฉันก็เริ่มสัมภาษณ์คนเป็นจำนวนพัน
ๆ กันอย่างต่อเนื่อง ฉันไปประเทศต่าง ๆ เพื่อจะทำการสัมภาษณ์นี้ ไปแม้กระทั่งในต่างประเทศซึ่งฉันต้องใช้ล่ามแปลคำถามของฉัน
แล้วให้เขาแปลคำตอบกลับมาให้ฉันรู้ ฉันได้ยินเรื่องราวเหมือน
ๆ กันไม่ว่าจะไปที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน
ออสเตรเลีย เยอรมันนี สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ ไอร์แลนด์ และอีกสองสามประเทศ ในอเมริกาเอง
ฉันไปทั่วทุกรัฐ
คุณพบว่า
ศาสตร์เอ็นเนียแกรมมีความเป็นสากลใช่ใหม
เฮเลน :
มันเป็นความรู้ที่เป็นสากล ประสบการณ์ของฉันบอกให้ฉันรู้ว่า
มันเป็นเช่นนั้นจริง แน่นอนว่า แต่ละที่ ก็มีมิติทางวัฒนธรรมอยู่
คนไทยก็จะมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากคนออสเตรเลีย ซึ่งก็มีมิติทางวัฒนธรรมที่ครอบคลุมอยู่ต่างออกไป
แต่โครงสร้างของลักษณ์ทั้งเก้านั้นยังเหมือนกัน ฉันพบว่า
นี่เป็นเรื่องวิเศษ คือเราในฐานะที่เป็นมนุษย์นั้น ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากอย่างที่คิด
เรามีโครงสร้าง(ของลักษณ์)ที่เหมือนกันทั่วโลก ไม่ว่าคุณจะเป็นคนในประเทศไหน ผู้คนในประเทศนั้นจะเหมือนกับผู้คนในประเทศอื่น
ๆ ฉันว่านี่เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ
ตอนนี้คุณทำอะไร
และมีโครงการในอนาคตอย่างไร
เฮเลน : ฉันมีสถาบันที่สอนเรื่องนี้
ฉันเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อจัดเวิรค์ช็อพที่ผสมผสานจิตวิทยาและจิตวิญญาณไว้ด้วยกัน
โดยเน้นเรื่องเอ็นเนียแกรม และฉันก็คิดว่า ฉันจะทำสิ่งนี้ไปตลอดชีวิต
ถึงแม้จะไม่ได้ทำการสอนมากเท่าเดิมก็ตาม
ฉันเขียนหนังสือเกี่ยวกับจิตสำนึกของมนุษย์ออกมา 5 เล่ม ซึ่งเป็นเรื่องเอ็นเนียแกรม
4 เล่ม ตอนนี้ฉันอยากเขียนอีกเล่มหนึ่งซึ่งเกี่ยวกับการใช้เอ็นเนียแกรมเป็นหลักในการค้นคว้าเรื่องที่รวมจิตวิทยากับจิตวิญญาณไว้ด้วยกัน
โดยจะใช้ลักษณ์ทั้ง 9 ประเภทนั้นเป็นหัวข้อย่อยในการแสดงให้เห็นถึง
ความเป็นหนึ่งเดียวกันของ 2 สิ่งนี้ ตอนนี้ฉันกำลังเขียนต้นฉบับอยู่
นอกจากนี้ ตอนนี้ฉันกับเดวิด แดเนียลส์ครูที่สอนเอ็นเนียแกรมร่วมกันมากับฉัน
กำลังร่วมกันพัฒนาสถาบันซึ่งประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ๆ อันแรกเน้นทางด้านกลุ่มธุรกิจ ด้านที่สองก็คือทำ
Enneagram Professional Training Program อย่างที่เราทำกันมา
และอีกด้านหนึ่งก็จะเป็นทางด้านจิตวิญญาณที่เน้นเรื่องญาณสังหรณ์ของคนแต่ละลักษณ์ตามเอ็นเนียแกรม ดังนั้น
ทั้ง 3 ด้านนี้ก็จะรวมอยู่ภายใต้สถาบันเดียวกันที่เราเรียกว่า The
Trifold School of Enneagram Studies [2]
ขอย้อนกลับไปที่ประเด็นหลักของเรา
ก็อย่างที่เราทราบกัน คำว่า เอ็นเนียแกรม อาจมีความหมายแตกต่างกันไปหลายอย่างขึ้นอยู่กับแต่ละคน
คุณเองให้ความหมายกับคำนี้อย่างไร
เฮเลน : สำหรับฉัน เอ็นเนียแกรมคือแผนที่ซึ่งมีที่มาตั้งแต่สมัยโบราณ
ในยุคของเรานี้ มันได้รับการหยิบขึ้นมาพิจารณาใหม่ด้วยภาษาทางจิตวิทยาและมีทิศทางของจิตวิญญาณร่วมสมัย
เอ็นเนียแกรมไม่ได้เป็นของใหม่ เราฟื้นฟูมันขึ้นมาอีกครั้ง
จากสิ่งซึ่งอาจจะเป็นศาสตร์ในด้านการพัฒนามนุษย์ที่เก่าแก่และมีความถูกต้องมากที่สุดในโลก
ปกติ เรามักจะคิดถึงคำว่า การพัฒนามนุษย์ ในความหมายอย่างเช่น
การพัฒนาทีมงาน การพัฒนาความสัมพันธ์ในครอบครัว และการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในงานหรือโครงการต่าง
ๆ นอกจากที่เอ็นเนียแกรมจะสามารถช่วยในสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นเรื่องภายนอกแล้ว
มันยังมีประโยชน์ในการนำไปใช้ที่ละเอียดและลึกซึ้งกว่ามาก
โลกที่เป็นการดำเนินชีวิตตามปกติของเรา ซึ่งแตกต่างกันไปตามแต่ละลักษณ์จะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างมากกับ
วิธีที่เรามีปฏิสัมพันธ์ต่อโลกอีกใบหนึ่ง ที่เราสามารถเป็นหนึ่งเดียวกับโลก
เป็นหนึ่งเดียวกับผู้อื่น เราจะใช้ชีวิตของเราอย่างมีส่วนร่วมในโลกที่เป็นเอกภาพนี้มากกว่าการดำเนินชีวิตตามปกติของเรา
จุดพบกันของประสบการณ์ใน 2 โลกนี้ทำให้ความรู้นี้ไม่เหมือนความรู้อื่น
และทำให้มันมีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคสมัยของเรา ซึ่งเต็มไปด้วยสงคราม
การแบ่งแยก และอคติระหว่างกัน เราหวาดระแวงและกลัวคนต่างเชื้อชาติ
ต่างแดน ต่างศาสนาจากเรา เกิดความไม่สงบอยู่ในที่ต่าง ๆ ของโลก
และเราจำเป็นต้องเข้าใจปฏิกิริยาของเราเองที่มีต่อเรื่องเหล่านี้
เราจะเป็นต้องลด ต้องผ่อนคลายปฏิกิริยาเหล่านี้ เพื่อให้จิตของเราโล่งโปร่ง
ปราศจากการเอาความคิดความกลัวที่เกิดในหัวของเราไปโยนใส่คนอื่น
(projection) เราจะได้มองคนอื่นอย่างที่เขาเป็นจริง ๆ ฉันคิดว่า
ศาสตร์ของเอ็นเนียแกรมนี้ได้รับการฟื้นคืนขึ้นมาใหม่ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา
ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์จำเป็นต้องเข้าใจกัน ต้องจัดการกับปฏิกิริยาและแบบแผนชีวิตที่ตายตัวของตนเอง
ทั้งนี้ เพื่อที่พวกเราจะสามารถเปิดรับที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีงามกับผู้อื่น
ช่วยเจาะจงลงไปหน่อยนะครับว่า
เอ็นเนียแกรมจะช่วยให้เราบรรลุสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร
เฮเลน : เอ็นเนียแกรมเป็นความรู้ที่ผนึกมิติทางจิตวิญญาณกับลักษณะของปฏิสัมพันธ์ของเรากับสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกัน
ช่วยยกตัวอย่างหน่อยได้ไหมครับ อย่างเช่น
สำหรับลักษณ์ห้า หรือลักษณ์หก
เฮเลน :
ชีวิตด้านในของคนแต่ละลักษณ์นั้นวนเวียนอยู่กับความเคยชินซ้ำซากที่เรียกว่า
กิเลสทางอารมณ์ [3] (passion
of the heart หรือ emotional passion) สำหรับลักษณ์หก
มันก็มีที่มาจากความกังวล เอ็นเนียแกรมอาจช่วยลักษณ์หกได้
ตัวอย่างเช่น ให้เขาปล่อยวางตัวเองจากกิเลสนี้ ผ่อนคลายมากขึ้น
เปิดกว้างมากขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่ต้องต่อต้านหรือมีปฏิกิริยาต่อผู้อื่นด้วยแรงผลักของกิเลสนี้
จากที่พูดคุยมา
ผมได้ยินคำว่า จิตวิญญาณ หลายครั้ง คุณคิดว่า เอ็นเนียแกรมกับจิตวิญญาณจะต้องไปด้วยกัน
ไม่สามารถแยกจากกันได้ใช่ใหม
เฮเลน : ใช่ ถ้าคุณมีความเข้าใจในเรื่องประเภทบุคลิกภาพในทางทางจิตวิทยา
คุณจะเห็นสิ่งนี้ได้ชัดเจน เอ็นเนียแกรมรวมความเข้าใจในเรื่องบุคลิกภาพทางจิตวิทยากับเรื่องจิตวิญญาณไว้เป็นหนึ่งเดียวจนแยกออกจากกันไม่ได้
เรามักจะคิดว่า จิตวิญญาณเป็นเรื่องที่แยกออกจากชีวิตตามปกติของเรา
แต่เอ็นเนียแกรมทำให้สองสิ่งนี้เป็นหนึ่งเดียวกัน
เราสามารถพัฒนาด้วยการฝึกจิตวิญญาณโดยไม่ต้องใช้เอ็นเนียแกรมได้หรือไม่
ยกตัวอย่างเช่น การเข้าถึงสภาวะรู้ตัวทั่วพร้อมด้วยการทำสมาธิ
โดยไม่ต้องรู้เรื่องโครงสร้างของลักษณ์ของเรา
เฮเลน : ได้ และที่เป็นมา คนเราก็เรียนรู้การทำสมาธิโดยไม่มีความรู้เกี่ยวกับลักษณ์ของตัวเอง
แต่ฉันเชื่อว่า มันจะเร็วกว่ามาก ถ้าเรารู้ว่าจะทำสมาธิเมื่อไรและในแบบไหนเพื่อจัดการกับปัญหาความขัดแย้งในชีวิตที่เกิดขึ้น
เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นทุกข์ เราก็สามารถปล่อยวางความทุกข์ด้วยการเข้าสู่สภาวะของสมาธิโดยทันที
แทนที่จะใช้ชีวิตใน 2 โลกที่แยกจากกัน คือ โลกทางจิตวิญญาณหรือสมาธิ
ซึ่งดูเหมือนไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับโลกของชีวิตประจำวันที่เราอยู่ตามปกติ
เอ็นเนียแกรมเชื่อมโยงชีวิตในโลกทั้ง 2 นี้เข้าไว้ด้วยกัน
ในทางตรงกันข้าม ก็จะมีคนที่สนใจเรื่องเอ็นเนียแกรมในแง่มุมทางจิตวิทยาเท่านั้น
คือ ไม่ได้มองด้านที่เป็นจิตวิญญาณเลย
เฮเลน :
คุณต้องเริ่มจากจุดที่คุณสนใจ ต้องเริ่มจากจุดที่คุณอยู่
คนที่เป็นนักจิตวิทยา ซึ่งก็มีหลายคนที่มาอบรมกับเรา จะเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่า
การที่จะเป็นอิสระจากวงจรของลักษณ์นั้น จำเป็นจะต้องหลุดออกจากสภาวะของการคิดไปสู่สภาวะซึ่งคุณรู้สึกสงบและมั่นคง
ถ้านักจิตวิทยาสามารถทำให้คนไข้รู้สึกผ่อนคลายจนความทุกข์เบาบางลง
มันก็จะย่นย่อเวลาในการจัดการกับปัญหาได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ นักจิตวิทยาหลายคนไม่รู้จักการทำสมาธิ
ไม่รู้ว่ามันช่วยบรรเทาความทุกข์ได้อย่างไร คำสอนของเอ็นเนียแกรมซึ่งจะช่วยได้อย่างมากในเรื่องนี้คือ
ความทุกข์ของฉันเกิดจากความคิด ความทุกข์ของฉันเกิดจากอารมณ์
ความทุกข์ของฉันมาจากโครงสร้างของลักษณ์ของฉัน อย่างไรก็ตาม
นักจิตวิทยามักไม่ได้คิดในเรื่องการผ่อนคลายเรื่องโครงสร้างของลักษณ์นี้
ในการนี้ คุณจำเป็นต้องใช้วิธีการทางจิตวิญญาณ
ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีผู้นำทางจิตวิญญาณแขนงต่าง ๆ เช่น ทางพุทธ
ทางคริสต์ ทางจูได ซึ่งไม่ได้รู้จิตวิทยามากนัก ท่านเหล่านี้ไม่ได้สนใจเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตตามปกติอย่างที่จิตวิทยาเน้น
ท่านไม่เข้าใจว่า ถ้าฉันเป็นลักษณ์ห้า ความเป็นลักษณ์ห้าของฉันมันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์
จริงอยู่ที่ว่า ความทุกข์นี้อาจผ่อนคลายได้ด้วยคำสอนทางจิตวิญญาณเมื่ออยู่ในสภาวะของสมาธิ
แต่ความเป็นลักษณ์และทุกข์ที่เกิดขึ้นจากมันก็จะหวนกลับมาใหม่ในโลกของชีวิตประจำวัน
แล้วฉันจะทำอย่างไรในตอนที่ฉันดำเนินชีวิตตามปกติ
ผู้นำด้านจิตวิญญาณจำเป็นต้องรู้ว่า ในการฝึกสมาธินั้น
คนแต่ละลักษณ์จะมีปัญหาเฉพาะแบบ เราจะผ่านสภาวะต่าง ๆ ในการนั่งสมาธิเหมือนๆ
กัน แต่คนแต่ละลักษณ์จะมีปัญหาที่เป็นไปตามลักษณ์ของตน เป็นอุปสรรคที่ขวางกั้นความก้าวหน้าในทางจิตวิญญาณ
เราจะก้าวหน้าได้เร็วขึ้นถ้ารู้ว่า อะไรเป็นอุปสรรคนั้น เพื่อที่เราสามารถคิดออก
เข้าใจและเป็นเพื่อนกับมัน แทนที่จะมองไม่เห็นและเป็นอวิชาของเรา
การเจริญสมาธิจะทำได้เร็วขึ้นมาก ถ้าเราสามารถบอกได้ว่า อะไรเป็นอุปสรรคสำคัญทางจิตวิญญาณตามลักษณ์ของเรา
และมันก็ไม่ใช่เป็นเพียงการใช้ความคิด มันไม่พอ คุณจะต้องสัมผัสรู้ด้วยประสบการณ์
เพื่อที่คุณจะสามารถจดจ่อกับมันและผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปได้
ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมใน Trifold
School of Enneagram Studies ของคุณจึงประกอบด้วย 3 ส่วน
เฮเลน : อย่างที่ฉันพูดก่อนหน้านี้ สถาบันนี้มี 3 ส่วนสำคัญ
ส่วนแรกสำหรับภาคธุรกิจ ส่วนที่สองเป็นการฝึกอบรมครูเอ็นเนียแกรม
ซึ่งเป็นส่วนที่ฉันอยากเพิ่มบางมิติเข้าไป ส่วนที่สามเป็นเรื่องทางจิตวิญญาณที่เป็นเรื่องญาณสังหรณ์และลักษณ์
เราต้องจับตาดูในส่วนที่เป็นภาคธุรกิจ เพราะมีความโน้มเอียงที่มันจะถูกใช้เป็นเพียงเรื่องทางจิตวิทยาเหมือนอย่างที่คุณถามมา
เราต้องหาวิธีที่เหมาะสมในการวางกรอบ เพื่อจะให้คนเข้าใจว่า
เอ็นเนียแกรมเป็นอะไรที่มากไปกว่าเครื่องมือในการสร้างทีมงานให้ดีขึ้น
สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้คนรับรู้ คำพูดที่ฉันใช้บ่อยคือ
เอ็นเนียแกรมเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการกิจกรรมต่าง ๆ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการหยุดปฏิกิริยาโต้ตอบผู้อื่นในที่ทำงาน
หรือในงานบางอย่าง เพื่อให้สามารถจัดการกับส่วนลึกของตนเอง
ก็นับว่า เป็นเรื่องที่น่าท้าทายมากที่จะรวมจิตวิทยากับจิตวิญญาณไว้ด้วยกันในที่ทำงาน
ในบริบททางพุทธศาสนา เรามักจะให้คำอธิบายเอ็นเนียแกรมโดยโยงเข้ากับเรื่องความทุกข์ว่า
เอ็นเนียแกรมเป็นตัวช่วยดับทุกข์ของเรา คุณมีความคิดเห็นเกี่ยวกับมุมมองนี้อย่างไร
เฮเลน : เอ็นเนียแกรมชี้ให้เราเห็นวิธีที่จะผ่อนคลายความทุกข์
ให้เราปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ แต่การที่จะผ่อนคลายความทุกข์นั้น
เราจะต้องรู้ว่าอะไรทำให้เราทุกข์ ทำไมเราจึงทุกข์ และรูปแบบความทุกข์ของเราเป็นอย่างไร
มันแตกต่างกันไปตามตัวบุคคล ทุกข์ของฉันไม่เหมือนของคุณ ไม่เหมือนของคนนั้นหรือคนนี้
และการเข้าใจในความแตกต่างนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
ทั้ง 9 ลักษณ์มีความทุกข์ในรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน ฉันไม่ได้เป็นทุกข์จาก
ความอิจฉา เหมือนอย่างคนลักษณ์สี่ที่คร่ำครวญว่า สิ่งที่ฉันถวิลหาไปอยู่ที่ไหน
มันไม่ได้อยู่ที่นี่
หมายความว่า สิ่งสำคัญที่เอ็นเนียแกรมช่วยเราเป็นอันดับแรกคือ
ช่วยให้เรา เห็น ความทุกข์ของเรา ใช่ไหม
เฮเลน : ใช่ คนเจ็ดที่ไปฝึกนั่งสมาธิก็ยังคิดว่า ฉันไม่ได้ทุกข์อะไร
เขาจำเป็นต้องรู้รูปร่างหน้าตาของความทุกข์ของเขา คือต้องรู้โครงสร้างของมัน
และอยู่กับมัน เข้าใจมัน แล้วจัดการกับความทุกข์นั้น แทนที่จะมองไม่เห็นความทุกข์
นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้น
ใช่ครับ การชี้ให้เห็นนี้เป็นประโยชน์ที่ชัดเจนอย่างมากของเอ็นเนียแกรม
เฮเลน : มันบอกถึงกิเลสชนิดต่าง ๆ มันบอกถึงความทุกข์ของคุณ
คนจำนวนมากไม่รู้ว่าตนเองทุกข์ พวกเขาไม่มีวิธีที่จะมองเห็นและเข้าใจ
ใช่ ถ้าพวกเขามองไม่เห็นความทุกข์ของตัวเอง
ก็จะไม่ทำอะไรกับมัน
เฮเลน : ใช่ เอ็นเนียแกรมบอกให้รู้ถึงกิเลสและความทุกข์เฉพาะตัวของพวกเขา
เรามีคนจำนวนมากที่ในตอนแรก ตื่นเต้นกับเอ็นเนียแกรมในแบบที่เป็นความรู้ใหม่
แต่หลังจากที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับลักษณ์ตามศาสตร์นี้ หลายคนก็หยุดไป
เขาไม่ได้ติดตามเอ็นเนียแกรมต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นที่เป็นจิตวิญญาณ
เฮเลน :
ถ้าเป็นเช่นนั้น ในการสอนเรื่องเอ็นเนียแกรม เราจำเป็นต้องบอกตั้งแต่ตอนต้นว่า
ความรู้เรื่องลักษณ์
ต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งนั้นบอกเราว่า การพ้นทุกข์ของเรานั้นจะทำได้ประการเดียว
คือการปล่อยวาง (กิเลสและความคิดยึดติด) ด้วยการทำสมาธิและการฝึกจิตวิญญาณเท่านั้น
เริ่มแรกเลย เราควรนำเสนอเอ็นเนียแกรมทั้ง
2 ด้าน คือด้านที่เป็นความรู้เกี่ยวกับลักษณ์หรือบุคลิกภาพ
ที่จะทำให้เข้าใจมนุษย์ และด้านที่เป็นศาสตร์ทางจิตวิญญาณ
เพราะวิถีทางจิตวิญญาณจะทำให้เราคลี่คลายจากความทุกข์ของลักษณ์ คุณจะต้องพูดเช่นนี้ตั้งแต่แรก
คนส่วนใหญ่จะไม่สนใจเรื่องนี้ ดังนั้น ผู้สอนจึงสอนคนทั่วไปในด้านที่เป็นจิตวิทยาทางบุคลิกภาพเท่านั้น
ไม่ได้สอนในแบบองค์รวมแต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะต้องไปฝึกสมาธิ
อย่างไรก็ตาม เขาควรจะรู้จักเอ็นเนียแกรมในด้านนี้ เพราะถ้าไม่
เขาก็จะคิดว่า มันก็เป็นเพียงความรู้ทางจิตวิทยา ซึ่งจริง ๆ
ไม่ใช่ เพราะเหตุนี้เมื่อเห็นท่านสันติกโร [4] เราก็จะรู้ได้เลยว่า
นี่แหละคือครูเอ็นเนียแกรมผู้รู้จริง
อย่างไรก็ตาม
ก็มีคนจำนวนมากที่ตระหนักดีว่า เอ็นเนียแกรมเป็นอะไรที่มากไปกว่าบุคลิกภาพ
คือด้านที่เป็นจิตวิญญาณผ่านการทำสมาธิ เป็นต้น แต่พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกถึงความจำเป็นในเรื่องนี้ พวกเขายังคงคิดว่า
ที่เป็นอยู่นั้นก็ดีอยู่แล้ว จะเปลี่ยนแปลงไปทำไม จะทำอะไรให้มันมากไปทำไม
เฮเลน : งั้นพวกเขาก็คงจะหยุด
ซึ่งก็เป็นทางเลือกของพวกเขา ฉันไม่สามารถทำให้ใครก้าวหน้าหรือค้นหาตัวเองให้ลึกลงไปได้
และฉันก็ไม่ได้ต้องการที่จะทำเช่นนั้น มันเป็นเรื่องที่เกิดจากความต้องการของแต่ละคนเอง คุณต้องเลือกเอาเองว่า ฉันจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ฉันต้องการหลุดพ้นจากทุกข์เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำสิ่งต่าง ๆ
อย่างอัตโนมัติเหมือนหุ่นยนต์อยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่รู้ตัว ฉันก็ก่อให้เกิดทุกข์ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น ฉันต้องยินดี
ต้องเต็มใจที่จะทำสิ่งนี้ด้วยตัวเอง ฉันไม่สามารถไปบังคับให้คุณเปลี่ยนแปลง
และคุณก็ไม่สามารถทำให้ฉันเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน
ผมเดาว่า การมองเห็นทุกข์ที่เกิดขึ้นจากความเป็นลักษณ์ของเราจะทำให้เราทำอะไรบางอย่างให้กับตัวเอง
ในคำบรรยายคุณพูดถึงคำว่า คุณหมายความว่า เสียงที่ปลุกเราให้ตื่น
(wake-up call) ทุกคนจะต้องมาถึงจุดของเขาที่มีเสียงนี้ร้องออกมา
ก่อนที่เขาจะพร้อมที่จะก้าวสู่ขั้นถัดไปใช่หรือไม่
เฮเลน :
เสียงปลุกให้ตื่น เกิดขึ้นเมื่อเราเห็นการปรากฏขึ้นของความเป็นลักษณ์และทุกข์ที่เกิดจากมัน
ในทางพุทธศาสนา วงจรการเกิดขึ้นนี้เรียกว่า ปฏิจสมุทบาท หรือการเกิดขึ้นซ้ำอย่างเป็นวงจร ถ้าเรารู้แจ้งแทงตลอดในเรื่องนี้
เราก็จะไม่อยากตกอยู่ในวงจรนี้อีก เราจะต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง
มันเป็นการปลุกจากการหลับไหลที่มีพลังมาก
เสียงปลุกให้ตื่นนี้มีความแตกต่างกันไปตามลักษณ์แต่ละลักษณ์หรือไม่
เฮเลน : แน่นอน มันแตกต่างกันอย่างลึกซึ้ง
ขอให้ช่วยยกตัวอย่างสักลักษณ์หนึ่ง
เฮเลน : ลักษณ์เจ็ด เมื่อเห็นวงจรที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ นี้ก็จะตระหนักว่า
เรื่องตื่นเต้นในชีวิตและทางเลือกทั้งหลายของเขานั้นมันเกิดอยู่ในหัวของตัวเอง
เมื่อเห็นแล้ว ก็จะรู้ตัวว่า เขาหลอกตัวเองมาตลอด
ลักษณ์ห้า ซึ่งสนใจแต่การคิด ใช้มันเพื่อปกป้องและแยกตัวเองออกจากผู้อื่น
ก็จะเห็นเองว่า เขาถูกตัดขาดจากโลกของความรู้สึกอย่างไร แล้วก็จะรู้สึกโดดเดี่ยว
เสียงปลุกเรียกสำหรับเขาก็คือ "ฉันจะตื่นขึ้นเพื่อรับรู้ประสบการณ์ในทุก
ๆ ด้าน"
ลักษณ์หก ซึ่งกลัว, กระวนกระวาย, และเป็นทุกข์จากความกลัวนั้น
เมื่อเห็นวงจรที่สร้างความกระวนกระวายและเข้าใจมันดีแล้ว ก็ไม่อยากจะตกอยู่ในความกลัวนั้นอีก
เขาไม่อยากที่จะเป็นอย่างนั้นอีกแล้ว แล้วก็ต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง
ทีนี้ สำหรับคนซึ่งเอาชนะอุปสรรคในขั้นแรกนี้แล้ว
และต้องการที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า คุณจะให้คำแนะนำอย่างไร
เพื่อให้เขาสามารถนำเอ็นเนียแกรมไปใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน
เฮเลน : เอ็นเนียแกรมเป็นเครื่องมือในการสังเกตตัวเองที่ดีมาก
เป็นนักสังเกตการณ์ภายในที่เฝ้าดูโครงสร้างของลักษณ์ของคุณ
คือความคิด ความรู้สึก ปฏิกิริยา นิสัยต่าง ๆ ของคุณ มันเป็นเครื่องมือที่วิเศษสำหรับการสังเกตตัวเอง
แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าคือ การฝึกสังเกตตัวเองจนรู้ว่า โครงสร้างตามลักษณ์ของคุณแสดงออกมาอย่างไร
และอะไรคือสาเหตุของความทุกข์ในตัวคุณ จากนั้นก็ใช้หลักธรรมะในการปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ที่เป็นไปตามลักษณ์เของคุณ
คำสอนทางพุทธชี้ให้เห็นความเป็นสมมติที่อยู่ในรูปของความทรงจำ แผนการ ความรู้สึกทางร่างกาย
จินตนาการ และความรู้สึกตามแต่ละลักษณ์ พุทธศาสนาบอกให้คุณเฝ้าสังเกต และปล่อยวาง
ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ คุณจะเหมือนถูกขังอยู่ในกล่อง ถ้าไม่ปล่อยวาง ลักษณ์ของคุณก็จะขวางกั้นคุณไว้และทำให้คุณไปไหนไม่ได้
ดังนั้น
การฝึกสังเกตตัวเองนี้ก็เพื่อหลุดพ้นจากกับดักของลักษณ์อย่างที่คุณพูดว่ามัน "เหมือนเป็นกลไกอัตโนมัติ" หรือ "หดเกร็ง
แล้วแสดงความเป็นลักษณ์ของคุณไปปะทะกับคนอื่น" ขอให้คุณช่วยอธิบายโดยละเอียดในเรื่องความเป็นกลไกอัตโนมัตินี้
มันเป็นเรื่องเดียวกันกับสิ่งที่เรียกว่า "กลไกป้องกันตนเองทางจิต" (Defense
Mechanism) หรือไม่
เเฮเลน : กลไกป้องกันตนเองทางจิตนี้จะต่างออกไป แต่คุณพูดถูกว่าแบบแผนตามลักษณ์ของเรานั้นจะทำให้เราเกร็งตัวโดยอัตโนมัติ
และแสดงพฤติกรรมออกมาเพื่อปกป้องตัวเองในแบบที่ทำให้เรารู้สึกมั่นคงยิ่งขึ้น
ฉันคอยปกป้องตัวเอง เมื่อความเป็นลักษณ์ของฉันแสดงปฏิกิริยาออกมา
ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น แต่กลไกป้องกันตนเองทางจิตทั้ง 9 ประเภทนั้น
เป็นวิธีการภายในจิตใจ ซึ่งเราใช้เมื่อเราตึงเครียดจากกิเลส
(passion) และความทุกข์ของเรา ซึ่งเป็นเรื่องข้างในจิตใจและแตกต่างกันไปตามลักษณ์ "กลไกป้องกันตนเองทางจิต" นี้เป็นศัพท์เทคนิคทางจิตวิทยา
(defense mechanisim) เราจะไม่ใช้คำนี้ถ้าเราหมายถึงการปกป้องหรือคุ้มครองตัวเอง
หรือทำอะไรไปตามกลไกอัตโนมัติ มันเป็นคนละเรื่องกัน
กลไกป้องกันตนเองทางจิตของฉันในแบบลักษณ์หกคือ การโยนใส่ (Projection)
ของลักษณ์ห้าจะเป็นการแยกตัวจากความรู้สึก ส่วนของลักษณ์เจ็ดคือการหาเหตุผลมาอธิบาย
เหล่านี้เป็นวิธีการที่เราใช้เมื่อตึงเครียดอยู่ภายในจิตใจ
เมื่อเกิดขึ้น มันบีบให้เราเป็นไปตามลักษณ์และแสดงพฤติกรรมออกมาตามลักษณ์นั้น
ส่วนการปกป้องตัวเองจะเป็นอย่างที่เราทำกันในลักษณะหรือท่าทีแบบว่า "ฉันถูก
คุณเป็นฝ่ายผิดต่างหาก" คำที่สำคัญคือ "กลไก" (mechanism)
ซึ่ง "กลไกการปกป้องตนเองทางจิต" นั้นมีอยู่ 9 แบบในการจัดการกับสิ่งที่เกิดภายในจิตใจของเรา
แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เราต้องการปกป้องตัวเองจากผู้อื่น หรือเมื่อเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่จำเป็น
นั่นจะเป็นพฤติกรรมตามปกติของลักษณ์ ซึ่งมีลักษณะการปกป้องตัวเอง
แต่มีทิศทางสู่ภายนอกตัว
สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเอ็นเนียแกรมโดยลำพัง
คือไม่สามารถไปเข้าอบรมหรือเข้าเวิร์คชอบ จะมีวิธีการศึกษาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นอย่างไร
เฮเลน : คุณจะต้องตั้งเป็นภารกิจหรือโครงการของคุณเอง เป็นโครงการส่วนตัวของแต่ละคน
แต่ปกติแล้ว เราจำเป็นต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วย เพราะเราอาจสะท้อนตัวเอง
หรือสังเกตเห็นตัวเองได้ไม่ดีพอ ดังนั้นเราจึงต้องให้เพื่อนของเรามีส่วนร่วมในโครงการนี้ด้วย
ฉันเป็นลักษณ์นี้ และฉันต้องการเปลี่ยนแปลง ฉันต้องการให้คุณเตือนฉันเวลาที่ฉันทำอะไรหรือเป็นไปตามอัตโนมัติ
ฉันจะบอกให้คุณรู้ว่า ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาตามลักษณ์ของฉันเป็นอย่างไร
ฉันกำลังพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงมันด้วยการปล่อยวาง แทนที่หดเกร็งและแสดงความเป็นลักษณ์ของฉันออกมา
เรื่องนี้คุณต้องช่วยฉัน แต่ไม่ใช่ด้วยการมาบอกว่า ฉันต้องทำอะไร
และก็ไม่ต้องมาวิเคราะห์ให้ฉันฟังว่า ฉันกำลังทำอะไร เพียงแค่เตือนฉันเท่านั้นพอ
คุณต้องเตือนฉันแบบที่ว่า "เฮเลน เมื่อวานเธอไม่ได้แสดงความกลัวเลยนะ
แต่ตอนนี้ฉันเห็นเธอตกอยู่ในสภาพที่กลัวอย่างที่ฉันเคยเห็นมาก่อน" เพื่อนและคนรอบข้างจะเตือนความจำของฉัน "เฮเลน
เมื่อวานฉันเห็นเธอเป็นอิสระ แต่ตอนนี้เธอกำลังกลัว ฉันกำลังเตือนว่า
เธอเคยเป็นอย่างนี้มาก่อน แต่เธอจะผ่านพ้นมันไปได้ และเธอจะผ่านมันไปได้เร็วขึ้นมาก
ถ้าเธอจะผ่อนคลาย และค่อย ๆ ปล่อยวางโครงสร้างตามลักษณ์ของเธอ
นั่นเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพราะมันเป็นเรื่องอนิจจังที่ไม่สามารถคงอยู่ได้ตลอดไป" การได้เข้าถึงประสบการณ์ของความอนิจจังนี้
เปรียบเสมือนการได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่ของชีวิต
เครือข่ายของกัลยาณมิตรทางจิตวิญญาณนี้
เป็นแนวคิดเดียวกับเรื่อง "สังฆะ" ในความหมายทางพุทธใช่หรือไม่
เฮเลน : ใช่แล้ว คุณเป็นสังฆะหรือกัลยาณมิตรทางจิตวิญญาณของฉัน
คุณต้องไว้ใจในตัวเพื่อนคุณ คุณต้องไว้ใจใครสักคน มิฉะนั้น
คุณจะโดดเดี่ยว และการอยู่โดดเดี่ยวก็มักทำให้คุณดำเนินชีวิตไปตามอัตโนมัติ
สังฆะเป็นสิ่งที่ควบคู่ไปกับพุทธะ หรือพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดา
และธรรมะซึ่งเป็นคำสอนที่เป็นสัจธรรม เป็นคำสอนเพื่อการพัฒนาตนเองจากลักษณ์ของเราผ่านการภาวนา
เราจำเป็นต้องมีสังฆะด้วย เราจำเป็นต้องมีธรรมะของพระพุทธเจ้า
ต้องมีคนซึ่งก้าวหน้ากว่าเราในเรื่องสมาธิ มิฉะนั้นเราอาจผิดพลาดได้
ในเรื่องนี้ พวกคุณมีท่านสันติกโรที่มีบทบาทนั้น
คำถามสุดท้าย
คุณมองภาพในอนาคตของเอ็นเนียแกรมว่าเป็นอย่างไร จะพัฒนาไปในทางใดบ้าง
เฮเลน : ฉันไม่ได้คิดไกลขนาดนั้น แต่มองที่ขั้นถัดไปเท่านั้น
นั่นคือสิ่งที่ฉันสามารถทำได้ในตอนนี้ ฉันเพียงหวังว่า ฉันจะสามารถช่วยสร้างเครื่องมือชิ้นสำคัญนี้ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
และสอนให้คนรู้จักใช้มันให้ดี โดยใช้ร่วมกับเรื่องการทำสมาธิ
ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หลังจากนั้น ผู้ที่ศึกษาก็จะผลักดันสิ่งนี้ต่อไปข้างหน้า
ดังนั้น ฉันจึงไม่อยากจะทำนายอะไร
มีอะไรที่คุณอยากจะบอกกับคนไทยเป็นการพิเศษหรือไม่
เฮเลน :
คนไทยก็เหมือนกับคนในทุกประเทศ ในประเทศไทยก็มีคนเก้าลักษณ์
เหมือนกับที่มีในประเทศอื่น ดังนั้น จึงไม่ได้มีแต่คุณที่เป็นทุกข์ในแบบที่คุณเป็น
ยังมีคนอีกจำนวนมากที่มีมุมมองเหมือนกับคุณ เรื่องสำคัญที่สุดก็คือ
ความเป็นลักษณ์ของเราและความทุกข์ทรมานที่เกิดจากมันนั้นสามารถผ่อนคลายได้
ฉันอยากจะบอกไปยังคนไทยด้วยว่า ขออย่าได้เกรงกลัวที่จะเปิดอกคุยกัน
ในการศึกษาเรื่องนี้ เราไม่ต้องกลัวว่าจะเสียหน้ากัน ไม่ต้องอาย
การพูดคุยกันเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะคุณจะได้ไม่โดดเดี่ยว
ในอเมริกา คนจะไม่ยอมนิ่งเงียบ แต่ในเมืองไทย ฉันคิดว่าคุณมีวัฒนธรรมที่ค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัวและสงวนความเห็นมากกว่าที่จะมาเปิดเผยแบ่งปันกันในเรื่องเหล่านี้
ดังนั้น ฉันจึงอยากบอกว่า คุณควรจะพูดคุยกัน พูดกับคนรอบตัวที่คุณไว้ใจ
และก็รับฟังที่เขาพูดด้วย แล้วคุณจะเห็นว่า พวกคุณแตกต่างกันขนาดไหน
อีกเรื่องหนึ่งคือ อย่ามองสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นเรื่องที่จีรังยั่งยืน
ความทุกข์ทรมานของลักษณ์เป็นอนิจจัง เราจะหยุดทุกข์ทันทีที่มันผ่อนคลาย
ความจริงในเรื่องนี้ทำให้เรามีความหวังอย่างมาก
เรื่องที่สามคือ อย่าละอายกับอารมณ์ด้านลบของคุณ ไม่เป็นไรเลยถ้ามันเกิดขึ้น
เพราะมันก็มีที่มา มีสาเหต แทนที่จะละอายในเรื่องนี้ ขอให้สังเกตและค่อย
ๆ ปล่อยวางมัน แล้วมันก็จะหายไป ขออย่าได้เก็บกดมัน นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลยในทางจิตวิทยา
เราไม่สามารถใช้การเก็บกดได้เลย อารมณ์ด้านลบจะยิ่งมีพลังมากขึ้นถ้าคุณยิ่งเก็บกดมัน
แต่มันจะหายไปถ้าคุณปล่อยวางมัน นี่เป็นคำสอนทางพุทธที่วิเศษมาก
เรื่องสุดท้าย ฉันอยากจะกล่าวว่า
ฉันเคยมีอาจารย์ทางพุทธท่านหนึ่งซึ่งฉันเคารพ
นับถืออย่างมากสมัยที่ฉันเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย
ตอนนั้นฉันมีความเครียดในเรื่องการเรียนอย่างมาก ท่านเป็นอาจารย์เซนชาวญี่ปุ่น
เดี๋ยวนี้เราก็ยังติดต่อกันอยู่ ท่านสอนฉันให้รู้จักการปล่อยวางและยอมรับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในวินาทีปัจจุบัน
ถ้าฉันไม่ได้พบวิถีปฏิบัติแห่งพุทธะเช่นนี้ฉันก็คงไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันเป็นอยู่ในเวลานี้ได้เลย 
 |
|
 |
| |
อ้างอิง : |
|
| |
|
|
| |
[1] เฮเลน
พาล์มเมอร์ มีผลงานเขียนที่เกี่ยวกับจิตสำนึกของมนุษย์จำนวน
5 เล่มซึ่งวางจำหน่ายทั่วโลก หนังสือที่เกี่ยวกับเอ็นเนียแกรมของเธอได้รับการตีพิมพ์ใน
20 ภาษา และจำหน่ายมากกว่า 5 แสนเล่มทั่วโลก เธอได้ร่วมกับด็อกเตอร์เดวิด
แดเนียลส์ให้การฝึกอบรมเอ็นเนียแกรมมาตั้งแต่ปี 1988
เร็วๆ นี้รายการสารคดีของ PBS ได้นำเสนอเรื่องของเธอในตอนที่ชื่อ
Breaking Out of the Box : Discovering the Enneagram |
|
| |
|
|
| |
[2] The
Trifold School of Enneagram Studies เป็นสถาบันการศึกษาซึ่งมุ่งที่จะนำความรู้เอ็นเนียแกรมไปใช้กับชีวิตใน
3 ด้านคือ ด้านธุรกิจหรือองค์กร ด้านการพัฒนาตนเอง และด้านการพัฒนาจิตวิญญาณ
ที่อยู่ 1442 A Walnut Street, PMB#75 Berkeley CA 94709
USA, EPTPoffice@aol.com, www.authenthienneagram.com |
|
| |
|
|
| |
[3] กิเลส "passion" มีที่มาจากคำว่า
patho ในภาษากรีก หมายถึงความทุกข์ |
|
| |
|
|
| |
[4] สันติกโรภิกขุ
เป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาและเป็นอาจารย์ด้านสมาธิซึ่งศึกษาเอ็นเนียแกรมกับเฮเลน
ทั้งสองได้ร่วมกันทำงานเพื่อบูรณาการความรู้ทางจิตวิทยาในเรื่องลักษณ์
การภาวนา และการฝึกจิตวิญญาณ สันติกโรภิกขุได้ใช้ชีวิตในเมืองไทยเป็นเวลา
20 ปี ปัจจุบันท่านใช้ชีวิตแบบพระสงฆ์ไทยในเมืองชิคาโก
สหรัฐอเมริกา เวปไซต์นี้มีบทความของท่านหลายชิ้นซึ่งเกี่ยวกับก
การประยุกต์ใช้เอ็นเนียแกรมกับการปฏิบัติธรรม |
|
| |
|
|
| |
* สัมภาษณ์และถอดความ
โดย ปวินธน์ พุฤฒินันท์ เรียบเรียงโดย สันติกโรภิกขุ
และแปลเป็นภาษาไทยโดย วาจาสิทธิ์ ลอเสรีวานิช |
|
| |
|
|
|