|
"
รู้จักนพลักษณ์ครั้งแรก ปี 2547
" ใช้นพลักษณ์ในชีวิตอย่างไร ?
อันดับแรกเลย เข้ามาศึกษานพลักษณ์เพราะว่าแม่ชีศันสนีย์บอกให้มาเรียน
และท่านบอกว่า นพลักษณ์เป็นศาสตร์หนึ่งที่จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราค้นหาตัวเองได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น
และมันก็จริง เพราะฉะนั้นสำหรับตัวเองก็ใช้นพลักษณ์เป็นผู้ช่วยในการปฏิบัติธรรม
แต่คำว่าปฏิบัติธรรมของอุ๊ไม่ได้เป็นรูปแบบ เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมแบบลางานแล้วไปเข้าคอร์ส
แต่ใช้นพลักษณ์เป็นเครื่องมือในการตรวจดูปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในกระบวนการภายในของตัวเองทุกครั้งที่มีความสุขความทุกข์เกิดขึ้นค่ะ
" หลังจากศึกษานพลักษณ์แล้วมีการเปลี่ยนแปลงในตัวเองอย่างไรบ้าง
?
5 ปีที่ศึกษามา อันดับหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงที่เห็น
คือตัวเองเยือกเย็นลงมากจากเดิมที่ผ่านมา เพราะมันเกิดความเข้าใจในกระบวนการที่ทำให้ร้อน
สองก็คือ สังเกตว่าเวลาที่ชีวิตมีอุปสรรค ปัญหาที่เรียกว่าความสุขความทุกข์เกิดขึ้น
ช่วงเวลาของการอยู่กับสิ่งที่ไม่สุขใจมันสั้นลง
คือคงไม่เก่งถึงขนาดหมดทุกข์หรอกนะคะ แต่บอกได้เลยว่าความทุกข์มันอยู่กับเราน้อยลงและมีระยะเวลาที่สั้นลง
ส่วนหนึ่งเพราะว่าอุ๊ใช้พุทธศาสนาไปด้วยเป็นการเดินทางคู่กัน
การปฏิบัติในวิถีของพุทธศาสนาคือการภาวนา ซึ่งเราก็มีวิถีภาวนาของเราในแบบต่างๆ
แต่นพลักษณ์เป็น short cut สำหรับอุ๊ เพราะว่าอุ๊ก็ไม่ใช่คนที่ภาวนาจนถึงขั้น
advance เราเองไม่ต้องรอจนเราสามารถนั่งสมาธิได้จนจิตดื่มด่ำเข้าสู่ขั้นที่
12-16 จนกระทั่งใคร่ครวญและเห็นตัวเอง อุ๊เองนั่งได้แค่ขั้น
4 แต่ว่าเราสามารถเห็นกิเลสลึกๆ ได้โดยการตามดูตามคำบอกเล่าของทฤษฎีนพลักษณ์
ซึ่งอุ๊คิดว่ามันเป็นทางลัดสำหรับคนที่ปฏิบัติธรรมไม่เก่งแต่สามารถเห็นเรื่องราวเชิงลึกภายในตัวเองได้
" อยากจะฝากอะไรกับผู้ที่เริ่มศึกษา
เรียนอย่างสบายๆ ค่ะ เพราะว่าการศึกษาภายในมันต้องมาจากความสมัครใจ
แต่ว่าอยากมีคำโฆษณาชวนเชื่อไว้นิดหนึ่ง คืออุ๊เป็นคนที่เชื่อมั่นว่าเราจะรู้อะไรในโลกนี้ทั้งหมด
มันไม่ได้มีคุณค่าเท่ากับการรู้จักตัวเราเอง เพราะว่าสุขหรือทุกข์
สำเร็จหรือล้มเหลว ยินดีหรือเศร้า หรืออะไรก็แล้วแต่ ทั้งหมดมันเกิดขึ้นกับเรา
ดังนั้นการได้รู้ต้นตอของสิ่งที่เป็นอารมณ์ทั้งหมดในชีวิตเรา
คือรู้จักตัวเรามีค่าที่สุด และนพลักษณ์เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้จักตัวเราได้เร็วและก็ง่าย
|