พอจะเล่าชีวิตในวัยเด็ก
ความเป็นคนชอบคิดชอบสร้างสรรค์เป็นมาอย่างไร
คุณประวิทย์
: เด็กๆ
ชอบเขียนกลอน มีคนเคยบอกว่าผมเป็นพวกโรแมนติกหรือเปล่า
เพราะชอบแต่งกลอน ชอบคิดอะไรแปลกๆใหม่ๆ อายุไม่ถึง
10 ขวบก็เริ่มอยากค้าขายแล้ว เคยขอเงินเตี่ยมา 2 - 3
บาท เพื่อซื้อลูกอมลูกกวาดถุงใหญ่มาแบ่งขาย เด็กวัยนั้นไม่มีใครคิดแบบนี้
ชอบอ่านหนังสือการ์ตูนพล นิกร กิมหงวน การ์ตูนหนูจ๋า
เบบี้ อ่านเสร็จก็เอาหนังสือเหล่านั้นไปให้เช่าต่อ
เพื่อหาเงินไปซื้อหนังสือเล่มใหม่มาเพิ่ม คิดอะไรที่ไม่เหมือนเด็กวัยเดียวกัน หรืออย่างเวลาเรียนศิลปะ
คุณครูบอกให้สกรีนภาพบนเสื้อฝั่งหน้าอก เราก็ว่าเอ๊ะทำไมต้องอยู่บนด้านหน้าอก
เพราะเราเดินไปนี่คนไม่ได้มองภาพวาดบนหน้าอกเราอย่างเดียว
บางคนอาจมาจากข้างหลังก็จะมองข้างหลัง น่าจะวาดภาพอยู่ข้างหลังบ้างนะ ช่วงวัยทำงานหลังจากจบมาใหม่ๆ
ซึ่งขณะนั้นทำงานอยู่ที่ธนาคารเชสแมนฮัตตัน ก็ชอบทำโน่นทำนี่เป็นงานอดิเรกเช่น
ออกแบบ ส.ค.ส. เข้าประกวดชิงเงินรางวัล นั่งออกแบบจนดึกๆดื่นๆ
มักได้รางวัลแต่ไม่ได้ชนะเลิศนะครับ เพราะผลงานที่ออกแบบมาไม่สามารถนำไปพิมพ์จริงๆได้
สวยแต่ไม่เหมาะเป็น ส.ค.ส. ธนาคาร
ี คุณประวิทย์เรียนมาจากที่ไหนคะ
คุณประวิทย์
: ผมเรียนจบพาณิชย์ก่อน
หลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัยเชียงใหม่
แล้วอยากจะเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยแต่ฐานะครอบครัวไม่เอื้ออำนวย
เพราะผมมีน้องๆอีก 4 คนที่ผมต้องการให้เรียนจนถึงระดับปริญญา
เตี่ยอพยพมาจากเมืองจีนตั้งแต่เด็กๆฐานะธรรมดาหาเช้ากินค่ำ
ผมจึงหันมาเรียนระดับอาชีวะ หลักสูตรภาษาอังกฤษ ที่อัสสัมชัญคอมเมิร์ซหรือ
ACC เพื่อจะได้จบมาทำงานเร็วๆ เรียน 3 ปีจบก็เริ่มทำงานที่ธนาคารเชสแมนฮัตตันซึ่งเป็นสาขาจากสหรัฐอเมริกาอยู่
5 ปี โดยใช้เวลาหลังเลิกงานเรียนต่อระดับปริญญาตรี
ด้านบริหารธุรกิจ สาขาการตลาดที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นนักศึกษาภาคค่ำรุ่นแรก
หลังจากจบก็อยากรู้กฎหมายอีก ด้วยความอยากรู้โน่นรู้นี่จึงสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะนิติศาสตร์ ภาคบัณฑิต ไปเรียนอยู่ปีเดียวก็รู้สึกเบื่อ
ประกอบกับที่ทำงานและมหาวิทยาลัยอยู่ไกลกันมากจึงตัดสินใจเลิกเรียน
กลับมาสอบเข้าศึกษาต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพอีกครั้ง
ช่วงนั้นเขาเปิดสอน MBA ภาคภาษาอังกฤษเป็นรุ่นแรก
ต่อมาพักใหญ่ก็หันกลับไปศึกษาต่ออีกครั้งในระดับปริญญาโท
คณะนิเทศศาสตร์ สาขาสื่อสารมวลชน ภาคนอกเวลาราชการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ระหว่างเรียนมีโอกาสเปลี่ยนงานอีก 2 แห่งคือ ที่บริษัท
วอร์เนอร์-แลมเบิร์ท และบริษัท โฟรโมสต์อาหารนม ก่อนออกมาทำธุรกิจส่วนตัวเป็นบริษัทด้านคอมพิวเตอร์
ในอดีตผมยังมีโอกาสเข้าร่วมฝึกอบรมหลักสูตรสั้นๆทั้งจากสถาบันในประเทศ
และต่างประเทศอีกหลายด้านเช่น ด้านคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรม
การบริหารจัดการ การวางแผนการผลิต การสร้างแบรนด์ เป็นต้น
ช่วงที่ศึกษาปริญญาโทนิเทศฯ
คุณประวิทย์เข้ามาทำธุรกิจแบล็คแคนยอนหรือยังคะ
คุณประวิทย์
: เริ่มทำธุรกิจ แบล็คแคนยอนคอฟฟี่ เมื่อเรียนนิเทศศาสตร์
การศึกษาต่อครั้งนั้นมีวัตถุประสงค์อยู่ 2-3 ประการด้วยกันคือ
อยากทราบว่าจะสามารถนำวิชาการสื่อสารมวลชนมาใช้กับธุรกิจได้อย่างไร
อีกประการหนึ่งคือมองหาเพื่อนร่วมงานเพราะอยากได้ผู้ที่มีพื้นฐานนิเทศศาสตร์มาช่วยธุรกิจ
ประการสุดท้ายคือตั้งใจหาโอกาสเรียนคณะนิเทศศาสตร์มาตั้งแต่เด็กๆ
แล้วเพิ่งจะมีโอกาสตอนอายุมากนี่แหละ! เวลาอาจารย์สอนมักจะไปนั่งข้างหลัง
ได้รู้จักคุณกรรณิการ์ที่นิเทศศาสตร์ เธอเป็นคนเอาจริงเอาจัง
ขยันขันแข็ง มีความกระตือรือร้นในการเรียนมีอัทธยาศัยดี
จึงชักชวนมาทำงานที่แบล็คแคนยอนในตำแหน่งผู้จัดการแผนกการตลาด
และเคยส่งเธอไปร่วมอบรมนพลักษณ์ด้วย จึงทราบว่าเป็นลักษณ์
3 ทำงานด้วยกันสนุกมาก
สมัยมัธยมเรียนอยู่มงฟอร์ตเป็นดาวเด่นหรือทำกิจกรรมอะไรบ้างไหมคะ
คุณประวิทย์
: ไม่ค่อยมีครับ ส่วนใหญ่ชอบเที่ยวกับเพื่อนๆมากกว่า
โดยใช้รถมอเตอร์ไซค์ขับไปเที่ยวที่โน่นที่นี่ ไม่ได้เกเรนะครับ
เพียงแต่สนุกสนานแบบวัยรุ่นทั่วๆไป ส่วนกีฬาก็เล่นฟุตบอล
และวอลเลย์บอล
ช่วยเล่าถึงงานที่ดูแลอยู่ในขณะนี้
คุณประวิทย์
: ธุรกิจที่บริหารอยู่ แบ่งเป็น 2 ธุรกิจหลักๆคือ ด้านไอทีคอมพิวเตอร์
จัดจำหน่ายระบบฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์เพื่อโรงงานอุตสาหกรรม
เพื่อธุรกิจจัดจำหน่าย และซอฟท์แวร์สำหรับสถาบันการเงิน
เช่น ระบบเช่าซื้อ ระบบลีสซิ่ง อีกธุรกิจหนึ่งเป็นเครือข่ายของร้านกาแฟ
และอาหาร
นอกเหนือจากนี้เป็นกรรมการสมาคมหรือมีกิจกรรมอะไรอีกไหมคะ
คุณประวิทย์
: ผมเป็นที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจแฟรนส์ไชส์และเอสเอ็มอีแห่งประเทศไทย
กรรมการของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และเคยเป็นกรรมการของสมาคมชาวเหนือด้วย
เป็นอดีตสมาชิกสโมสรโรตารี่คลับ แต่ปัจจุบันลาออกแล้วเพราะมีภารกิจอื่นๆอีกหลายอย่าง
คือยังเป็นกรรมการบริษัทอีกหลายบริษัทครับ
แบล็คแคนยอนตอนนี้มีทั้งหมดกี่สาขาคะ
คุณประวิทย์
: มีประมาณ 120 สาขาในประเทศไทย และต่างประเทศอีก 6 สาขาคือ
อินโดนีเซีย 1 สาขา สิงคโปร์ 1 สาขา มาเลเซีย 3 สาขา
และพม่า 1 สาขา ในไตรมาสแรกของปี 2548 จะเปิดที่บาหลีอีก
1 สาขา
ธุรกิจนี้กำเนิดในเมืองไทยแล้วคุณประวิทย์ขยายสาขา
คุณประวิทย์
: ใช่ครับ เป็นธุรกิจของคนไทยที่บริหารงานด้วยระบบแฟรนไชส์
เป็นธุรกิจร้านกาแฟรายแรกๆของประเทศไทย เราบุกตลาดตั้งแต่ยุคที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักกาแฟคั่วบด
จนปัจจุบันคนหันมาทำร้านกาแฟกันเกร่อไปหมด เราได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
และกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
กระทรวงต่างประเทศ นอกจากนั้นกองทุนเอสเอ็มอีของรัฐบาลยังเข้ามาถือหุ้น
15% ด้วยครับ อาจกล่าวได้ว่าเป็นตำนานหนึ่งของธุรกิจกาแฟในประเทศไทย
ขยายในช่วงที่คุณประวิทย์บริหาร
คุณประวิทย์
: ผมซื้อกิจการมาบริหารขึ้นปีที่ 11 แล้วครับ เมื่อก่อนเป็นธุรกิจเล็กๆ
เจ้าของเดิมทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ผมจึงซื้อกิจการแล้วพัฒนารูปแบบขึ้นมาใหม่ทั้งโลโก้
เครื่องแบบ สูตรกาแฟ สูตรอาหาร ภาชนะบรรจุภัณฑ์ การตกแต่ง
การฝึกอบรม การผลิต การบริหารจัดการ ทุกอย่างปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่หมดครับ
เราได้รับเครื่องหมาย เชลล์ชวนชิม จาก ม.ร.ว.ถนัดศรี
สวัสดิวัฒน์ ได้รับตรารับรอง Super Brands และถูกยกขึ้นเป็นกรณีศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศ
และต่างประเทศหลายแห่งด้วยกัน
โปร-ลายน์ล่ะคะ
คุณประวิทย์
: โปร-ลายน์เป็นธุรกิจขนาดกลาง มีพนักงานในเครือเกือบ
100 คน จำหน่ายฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์สำหรับธุรกิจหลายประเภท
ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างประเทศที่มีสาขาในไทย
เราเข้าไปให้บริการจัดวางระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมดเช่น
ระบบบัญชี การเงิน ลูกหนี้ เจ้าหนี้ คุมสต็อก วางแผนการผลิต
การจัดจำหน่าย เป็นต้น สถาบันการเงินบางแห่งเช่น
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เราก็ช่วยพัฒนาซอฟท์แวร์บางระบบ
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยก็ได้ขายซอฟแวร์ให้บางส่วน
ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ซื้อฮาร์ดแวร์จากโปร-ลายน์
บริษัทที่ทำธุรกิจเช่าซื้อเช่น โตโยต้าลิสซิ่ง เดมเลอร์-ไครส์เลอร์ลิสซิ่ง
ฮอนด้าลิสซิ่ง หรือบริษัทเงินทุนธนชาติก็ใช้ระบบซอฟท์แวร์ของเรา
บริษัทซูซูกิมอเตอร์ก็ให้เราไปติดตั้งระบบงานให้
สาขาต่างประเทศเช่น ไทย อเมริกา อินเดีย เวียดนาม
เป็นต้น บริษัทยูนิลีเวอร์ บริษัทมิตซูบิชิ อีเลเวเตอร์
บริษัท 3Mก็ใช้บริการเรามากว่า 10 ปีแล้วครับ
มีพนักงานรวมทั้งหมดประมาณสักกี่คนคะ
คุณประวิทย์
: กลุ่มธุรกิจอาหารเครื่องดื่มเป็นพันนะครับ ส่วนด้านคอมพิวเตอร์อีกประมาณเกือบร้อยคนครับ
มีหลักการบริหารงานยังไงคะ
คุณประวิทย์
: ใช้วิธีกระจายงานออกไปครับ
กระจายอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบ ผมเป็นคนคิดโครงการ
แล้วมีทีมงานมารับช่วงไปปฏิบัติต่อ บางอย่างก็สำเร็จบางอย่างก็ไม่สำเร็จ
บางทีเพ้อฝันเกินไป ไม่สามารถนำไปปฏิบัติให้เป็นจริงทางธุรกิจได้
อย่างไรก็ตามเรามีคณะกรรมการบริษัทเป็นผู้กำหนดนโยบายอีกที
ผมชอบคิดโครงการใหม่ๆ อยู่เรื่อยครับ หลายครั้งก็รู้สึกเหนื่อยนะครับเหมือนกับสมองถูกใช้งานตลอดเวลา
ครั้นจะหยุดคิดก็หยุดได้สักพักนึงก็จะมีอะไรใหม่ๆผุดขึ้นมาอีกตลอดเวลา
แสดงว่าเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์มองอะไรไปข้างหน้า
คุณประวิทย์
: จะว่าวิสัยทัศน์ก็ไม่น่าใช่ครับ เพราะตนเองก็มิได้มีวิสัยทัศน์ยาวเท่าไหร่
แต่ที่อาจแตกต่างจากคนอื่นคือ เมื่อคิดโครงการอะไรขึ้นมาก็จะทดลองทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
มิใช่คิดแล้วแต่ไม่เคยลงมือทำ
คุณประวิทย์รู้จักนพลักษณ์ครั้งแรกยังไง
คุณประวิทย์
: เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2546
ผมอ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ มีฉบับแทรกที่เป็นแทบลอยด์
เห็นหน้าปกเขียนเรื่องนพลักษณ์ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์คุณฐิติมา
คุณติรานนท์ เราเป็นคนมีนิสัยอยากรู้อยากเห็นอะไรใหม่ๆอยู่แล้ว
ก็เอ๊ะ! นพลักษณ์คืออะไรหนอไม่เคยได้ยินศัพท์คำนี้มาก่อน
อ่านไปงงไป แต่ก็เกิดความสนใจว่าวิชานพลักษณ์เกี่ยวข้องกับคน
เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพ นิสัยใจคอของคน และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง
ผมได้โทรเข้าไปสอบถามรายละเอียดกับสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
ทางนั้นบอกว่าจะจัดฝึกอบรมแล้วนะเวลากระชั้นมาก ผมจึงจำเป็นต้องละงานอื่น
และตัดสินใจเข้าร่วมสัมมนา วันแรกที่เข้าร่วมสัมมนาที่วังยางรีสอร์ท
จ.สุพรรณบุรี รู้สึกบรรยากาศแปลกออกไปเช่น ให้นั่งพื้นตามสบาย
แต่งกายลำลอง ไม่มีโปรเจคเตอร์ฉาย ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก
แต่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่อบอุ่นด้วยมิตรภาพ ความเป็นกันเอง
เพื่อนๆนพลักษณ์ที่เรียนด้วยกันมาจากหลากหลายอาชีพนะครับ
ส่วนใหญ่ไม่ใช่นักธุรกิจ มีคนที่ทำธุรกิจอยู่ไม่กี่คนที่เข้าเรียนด้วยกัน
นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมรู้จักนพลักษณ์ เมื่อเรียนแล้วก็ปรารถนาอยากให้คนอื่นๆรู้จักวิชานี้มากยิ่งขึ้น
เพื่อจะได้รู้เท่าทันตนเอง และเข้าถึงผู้อื่นด้วย
คุณประวิทย์บริหารธุรกิจหลายกิจการ
นอกจากวิชานพลักษณ์แล้ว คงมีการศึกษาและอบรมหลักสูตร
หรือวิชาอื่นๆมาพอสมควร
คุณประวิทย์
: ผมสนับสนุนคนของเราให้เรียนรู้หลักการบริหารหลายด้านเช่น
การบริหารจัดการ การตลาด การเป็นผู้บังคับบัญชาที่ดี
บัญชีการเงิน คอมพิวเตอร์ แม้กระทั่งการดูโหงวเฮ้ง
หรือฮวงจุ้ย แต่ยังไม่เคยมีใครสอนด้านการเรียนรู้เพื่อให้เท่าทันอารมณ์ตนเองกับเท่าทันอารมณ์ของคนอื่น
หรือรู้จักบุคลิกภาพของคนอื่นเหมือนวิชานพลักษณ์เลยครับ
นพลักษณ์มีการใช้หลักจิตวิทยาเข้ามาผสมผสานด้วย เพื่อดูแง่มุมของบุคลิกมนุษย์แต่ละประเภท
แต่เป็นจิตวิทยาที่เรียนรู้ และเข้าใจได้ง่ายสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที
ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์อะไรให้ลึกซึ้ง ไม่ต้องเอาทฤษฎีต่างๆมาจับ
ไม่มีคำศัพท์เทคนิคัลเข้าใจยาก แต่นพลักษณ์ใช้คำพูดง่ายๆใกล้ตัว
ยอมรับว่าการรู้จักวิชานี้ทำให้เกิดความปลื้มปีติ และรู้สึกยินดีในการเรียนรู้ครับ
ตอนที่คุณประวิทย์อบรมแล้วรู้ว่าเราเป็นลักษณ์
7 รู้สึกตรงกับตัวเรา หรือรู้สึกยังไงหลังจากอบรมแล้ว
คุณประวิทย์
: ระหว่างที่เรียนก็รู้สึกว่ามีคุณลักษณะหลายประการที่ตรงกับนิสัยของเรา
วันแรกยังงงๆอยู่ ยังไม่ค่อยมั่นใจว่านี่คืออะไร มีลักษณ์ย่อย
มีปีก มีอะไรต่อมิอะไร พอกลางคืนก็อ่านหนังสือทบทวน
วันต่อมาเมื่อไปฟังเพิ่มเติมจึงเริ่มตระหนักว่าตนเองน่าจะอยู่ลักษณ์
7 นะ ตอนแรกที่เรียนก็ยังสับสนคิดว่าอยู่ลักษณ์ 2 หรือเปล่า
เพราะเป็นคนชอบเสียสละ ชอบให้คนนั้นคนนี้ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนมาตลอด
บางครั้งก็คิดว่าหรือเราเป็นลักษณ์ 8 นะ เพราะเป็นหัวหน้า
เป็นผู้นำคนอื่น แต่ก็ไม่ใช่ พอไปศึกษามากขึ้น ก็รู้ว่ามันคนละเรื่องกัน
บางครั้งก็คิดว่าเราเป็นลักษณ์ 3 หรือเปล่า เพราะเมื่อทำอะไรอยากจะทำให้มันเสร็จนะครับ
แต่เมื่อทบทวนนิสัยใจคอตัวเองจึงตระหนักว่าที่เราอยากทำให้มันสำเร็จลุล่วงจริงๆแล้วบางอย่างก็ไม่สำเร็จ
แต่คนอื่นมาช่วยสานงานต่อให้เสร็จสมบูรณ์ ดังนั้นพอศึกษาละเอียดขึ้นจึงพบว่าลักษณ์
7 น่าเป็นตัวเรามากที่สุดครับ
คุณประวิทย์บริหารแบล็คแคนยอนจนประสบความสำเร็จ
อะไรเป็นจุดสำคัญของความสำเร็จที่เกิดขึ้นคะ
คุณประวิทย์
: ผมว่าสำเร็จเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ยังไม่ถึงจุดหมายที่ผมพอใจที่สุด
อย่างไรก็ตาม การที่ผมบริหารธุรกิจมาได้จนทุกวันนี้นั้น
เพราะผมหาคนเก่งๆ มาช่วย โชคดีที่ผมมีผู้ช่วยระดับคีย์เป็นลักษณ์
3 หลายคนที่มาผลักดันสานต่อให้งานต่างๆสำเร็จด้วยดี
เดิมเราก็ไม่ทราบว่าเขาเป็นลักษณ์ 3 แต่เมื่อได้ศึกษานพลักษณ์
และเริ่มวิเคราะห์คนแต่ละประเภทได้ดีขึ้น ประกอบกับได้ส่งเขาไปเรียนจึงรู้ว่าเป็นลักษณ์
3 เมื่อก่อนเราไม่ทราบว่าทำไมบางคนที่เรามอบหมายงานอะไรไปก็ไม่ทำไม่ตัดสินใจซะที
พอมาเรียนรู้ว่าเขาอาจจะอยู่ลักษณ์ 9 หรือลักษณ์
6 ดังนั้นเมื่อมอบหมายงานให้ทำบางทีก็ต้องใช้วิธีจี้
ติดตาม ให้ข้อมูลชัดเจน รุกเร้าให้เขาตัดสินใจ ซึ่งก็ทำให้เขาปรับปรุงตัวเองได้ด้วย
ผมชอบคนลักษณ์ 3 มาช่วยทำงาน แต่ไม่ใช่คนลักษณ์อื่นไม่เหมาะสมนะครับ
เพราะผมก็มีผู้ช่วยครบทุกลักษณ์ เช่นบางคนเป็นคนลักษณ์
2 เขาเหมือนในตำราเลยก็คือทำงาน แต่ไม่ชอบแสดงออก แต่หากใช้เขาทำงานอะไรเขาจะทำงานสำเร็จเพื่อให้เราพอใจ
เขาจะมีความสุขมากถ้าเราชมเขาเช่น คุณทำงานชิ้นนี้ได้ดีนะ
แต่หากจะสนับสนุนให้ขึ้นไปแถวหน้า เขาไม่ชอบ ขอทำงานอยู่ข้างหลัง
แต่คนลักษณ์ 3 ก็อาจมีวิธีการทำงานซึ่งมุ่งถึงความสำเร็จของงานมาก
จนบางครั้งละเลยความรู้สึกของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆบ้าง
ทราบว่ามีการส่งพนักงานเข้าร่วมอบรมนพลักษณ์แล้วหลายท่าน
อยากทราบว่าทำไมถึงใช้ศาสตร์นี้ในการพัฒนาบุคลากรคะ
คุณประวิทย์
: เราใช้หลายๆ ศาสตร์เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการนะครับ
แต่ศาสตร์ที่เคยใช้ในอดีตจะเป็นการให้ความรู้เรื่องบริหารจัดการ
การตลาด แนวคิดเรื่องการเป็นผู้บังคับบัญชา แต่เรายังไม่เคยส่งใครมาเรียนรู้เกี่ยวกับเบื้องลึกของคน
เกี่ยวกับความเข้าใจบุคลิกภาพของคนที่หลากหลาย
ตัวอย่างเช่น ผมเคยไปเรียนหลักสูตรบริหารจัดการซึ่งใช้ทฤษฎีต่างๆมาสอน
แต่พอมาใช้ในชีวิตจริงแล้ว ไม่เห็นผลเท่านพลักษณ์ครับ
แต่ก็อยู่ที่ความสนใจของแต่ละคนด้วย ถ้าผู้บริหารรู้จักใช้ประโยชน์จากนพลักษณ์อาจทำให้งานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับผู้คนทำได้ราบรื่นขึ้น
ได้ทราบว่าคนที่มีบุคลิกภาพแบบนี้ควรจะมอบหมายงานอะไร
สำหรับบางคนถ้าให้ทำงานแบบนี้ไปอาจทำได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง
ก็จะให้งานอย่างอื่นไปทำเช่น ให้เขาไปคอยคิดโครงการใหม่ๆ
ขึ้นมา บางคนรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องพบปะ หรือไม่ชอบพบผู้คน
ก็มอบหมายให้เขาไปรวบรวมข้อมูล งานด้านวิจัยสำรวจ เป็นต้น
บางคนไปเรียนกลับมาแล้วยังสับสนอยู่ หรือไม่แน่ใจ เพราะเขายังไม่ได้ทบทวนศึกษาให้ลึกซึ้งขึ้น
อาจเนื่องจากไม่สนใจ หรือไม่รู้จักพัฒนาตนเอง
ตามประสบการณ์
หลังจากที่อบรมแล้วได้เรียนรู้อะไร เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในตัวเองและคนรอบข้าง
คุณประวิทย์
: ทำให้รู้เท่าทันตัวเองมากขึ้นนะครับ บางทีมีหลายๆเรื่องเข้ามาในสมองพร้อมๆกัน
เราก็รู้จักสกรีนทิ้งบางอย่างออกไปบ้างแล้วหันมาตั้งใจทำงานที่สำคัญให้สำเร็จลุล่วง
ดีกว่าที่จะไปฟุ้งซ่านกับหลายเรื่องเกินไปก็มามุ่งเน้นถึงการทำให้งานสำเร็จดีกว่า
รู้จักควบคุมตนเอง เพราะเข้าใจพื้นฐานบุคลิกภาพคนอื่นมากขึ้น
มีบางช่วงที่กระจายงานออกไป และงานเริ่มเบาลงก็มีความรู้สึกว่าชอบความสงบ
ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่สงบไม่เป็น ช่วงสงบนี่ไม่ต้องการยุ่งกับใครเลย
เริ่มใช้เวลาพักผ่อนบ้าง เพื่อทำให้สมองดีขึ้น แต่พอเริ่มพักผ่อน
หรือว่ามีความสงบอยู่ได้ไม่นานปรากฏว่าสมองเริ่มจะฟุ้งซ่านอีกแล้ว
ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน อาจแสดงว่าไม่ได้สงบจริง
อาจต้องเรียนรู้การนั่งสมาธิให้มากขึ้น
อยากจะย้อนกลับไปคำถามเดิม
การขยายตัวของบริษัทแบล็คแคนยอนต้องมีอะไรที่เป็นความเป็นคุณประวิทย์
แสดงว่าไม่จำเป็นเสมอไปว่าความสำเร็จต้องอยู่ที่คนลักษณ์
3 คนลักษณ์อื่นๆ ก็ทำได้ อะไรเป็นจุดผลักดันที่ทำให้คุณประวิทย์สามารถทำให้กิจการต่างๆขยายตัว
หรือตอบความต้องการของสังคมได้
คุณประวิทย์
: อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ พอคิดแล้วต้องลงมือปฏิบัติ
เราทำหน้าที่เป็นคนคิดโครงการแล้วก็หาคนมาศึกษาวิจัยแล้ว
ก็มีคนมาทำงานสานต่อจนสำเร็จ ต้องกระตุ้นให้ทำงานเป็นทีม
เมื่อมีคนมาช่วยแล้วก็ต้องคิดต่อไปว่าจะพัฒนาอย่างไรให้ดีขึ้นเช่น
จะมีผลิตภัณฑ์อะไรใหม่ๆ กาแฟประเภทไหน หรือไปเปิดสาขาเพิ่มตรงไหนดี
จะใช้กลยุทธ์ในการตลาดอย่างไรที่จะทำให้ธุรกิจสำเร็จมากยิ่งขึ้นต่อไป
ผมว่าคนทุกลักษณ์สามารถพัฒนาเป็นผู้นำได้ทั้งสิ้นถ้าเขาเอาชนะกิเลส
หรือนิสัยที่ไม่ดีได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับประเภทของงาน
หรืออาชีพด้วยครับ
เป็นลักษณะเด่นของคุณประวิทย์หรือเปล่าที่จะครีเอทอะไรได้ตลอดเวลาจึงทำให้เหมือนกับทำอะไรได้เร็วกว่าคนอื่น
คุณประวิทย์
: อันที่จริงผมว่าอยู่ตรงที่เราคิดแล้ว มีการวิเคราะห์แล้ว
หากพบว่ามีโอกาสสำเร็จสูงก็ลงมือทำโดยไม่ลังเล ประกอบกับผมกล้าเสี่ยงทำงานหัวปักหัวปำ
มีพลังตลอดเวลา หากเจอปัญหาก็คิดหาทางออกเพื่อแก้ไขได้เร็ว
ทีมงานของผมทำงานด้วยกันมานาน แค่สบตาก็รู้ใจว่าต้องปฏิบัติงานอย่างไรให้เป็นผลสำเร็จ
และทุกคนก็ทราบบทบาทหน้าที่ของตนอยู่แล้ว
ตรงนี้สอดคล้องกับความเป็นลักษณ์ของเราด้วยนะคะ
แต่ไม่แน่ใจว่าเรื่องการใช้คน
คุณประวิทย์
: ครับ พยายามใช้คนให้ทำงานเป็นทีมมากกว่า จะไม่ทำด้วยตัวเองทั้งหมด
คือไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ถ้าผมทำงานด้วยตัวเองโดยขาดทีมเวิร์คที่เข้มแข็งแล้ว
ไม่มีทางที่งานจะสำเร็จได้อย่างราบรื่น เรารู้จุดอ่อนของเราตรงนั้นไงครับ
แต่ในการใกล้ชิดกับผู้อื่นนั้น ผมจะมีความจริงใจกับผู้อื่นสูงมาก
แต่หากเกลียดหรือไม่ชอบใครแล้วละก้อขอสาบส่งไปเลย
แล้วมีไหมคะ
ความที่เป็นคนช่างคิด ช่างสร้างสรรค์ตลอด บางทีลูกน้องอาจจะตามงานที่เราคิดไว้ไม่ทัน
คุณประวิทย์
: แน่นอนครับ เป็นเรื่องปกติที่เขามักตามไม่ทัน เขาจะมีความรู้สึกว่าทำไมผมจึงมีจินตนาการและคิดโครงการมากมายเหลือเกิน
สิ่งที่เรามอบหมายไปมีมากมายหลายอย่าง นึกอะไรออกปุ๊บจะบอกความคิดของเราออกมาเลย
ถ้าไม่บันทึกไว้บางทีจะลืม เพราะฉะนั้นอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงานจะมีเศษกระดาษหรือเทปคอยเตือน
อาจจะเพราะอายุมากแล้วด้วย จึงสมองไม่เฉียบไวเหมือนตอนหนุ่มๆ
ก่อนหน้านี้เคยสงสัยตัวเองไหมคะว่าทำไมถึงได้เป็นคนช่างคิด
ช่างฝัน ช่างจินตนาการ
คุณประวิทย์
: ไม่ได้สงสัยตัวเอง อาจเพราะมันเป็นสิ่งที่ติดมากับตัวตั้งแต่เด็ก
แต่รู้สึกหงุดหงิดกับคนอื่นว่า เมื่อเราคิดหรืออยากจะทำโครงการอะไรขึ้นมา
ทำไมคิดตามเราไม่ค่อยทัน ไม่เข้าใจในสิ่งที่เราบอกไป
เกิดความรำคาญว่าทำไมหนอจึงไม่สามารถปฏิบัติงานได้ดังใจ
ทั้งๆที่ผมดูแล้วไม่ยากเลย แต่ทำไมพวกเราจึงหาทางออกเองไม่ได้
ต้องให้เราช่วยชี้แนะ กระตุ้นตลอดเวลา ในอดีตจึงเป็นคนขี้หงุดหงิด
และขี้รำคาญ
แล้วเดี๋ยวนี้เป็นยังไงบ้างคะ
คุณประวิทย์
: ตอนนี้ดีขึ้น นพลักษณ์มีข้อดีคือทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าคนทุกคนมีความแตกต่างกัน
ทั้งบุคลิกภาพ และความคิด เราจะหวังให้คนอื่นมาคิดแบบเราก็ไม่ได้
ให้เราไปคิดแบบคนอื่นก็ไม่ได้เช่นกัน อีกทั้งตัวเราเองก็ยังมีกิเลส
และความคิดยึดติดที่ต้องเอาชนะให้ได้อีกมากมาย
เห็นว่างานเยอะ
ธุรกิจก็รัดตัวนะคะ แต่ดูไม่ค่อยเครียด
คุณประวิทย์
: รู้ได้ยังไง ใจนี้ร้อนรุ่ม แต่เนื่องจากอายุมากขึ้นก็ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น
จริงๆแล้วผมน่าจะรู้จักนพลักษณ์ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว
จะได้ทำอะไรรอบคอบ ระมัดระวัง และใจเย็นมากกว่านี้
บริหารงานหลายๆ
อย่างแบบนี้เคยรู้สึกเบื่ออยากจะเลิกบ้างไหมคะ
คุณประวิทย์
: โอ้โห อยากเลิกมาก เพราะเป็นคนขี้เบื่อ คิดว่าถ้าใครมาซื้อกิจการ
หรือมีใครบริหารได้ดีกว่าเราก็ยินดีที่จะผลักดันให้ขึ้นมาช่วย
เพราะไม่อย่างนั้นมีความรู้สึกว่าอยู่กับงานประจำแล้วทนไม่ค่อยได้
ซ้ำซากมาก เวลาเรียกประชุมนี่ผมจะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญตนเอง
แต่บางทีก็ต้องอยู่ในที่ประชุมเพราะเป็นประธานที่ประชุม
ยิ่งมาพูดเรื่องตัวเลขหรืออะไรที่เยิ่นเย้อ ยืดยาดแล้วละก็จะบ้าตาย
อยู่กับงานประจำซ้ำๆซากๆไม่ได้เลย จึงต้องคอยเตือนตนเอง
และพยายามอดทนมากขึ้น
ยังโชคดีที่ลักษณะงานทุกวันนี้ยังมีอะไรที่ท้าทาย และมีสิ่งแปลกใหม่ให้เราได้คิด
ได้ปฏิบัติตลอดเวลา ทีมงานผมมีประสบการณ์ และความมุ่งมั่นสูง
ทำให้ทำงานแล้วสนุกไม่เบื่อง่าย จะเบื่ออย่างเดียวคือ
ไม่ชอบประชุมนานๆ หรือทำอะไรซ้ำๆซากๆตลอดเวลา
แต่ก็ได้ยินว่าเวลาเจออุปสรรคถือเป็นโอกาส
ต้องวิ่งเข้าหา
คุณประวิทย์
: ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจแม้ธุรกิจร้านกาแฟยังไปได้ดี แต่ธุรกิจไอทีเราก็เจอปัญหาเหมือนที่คนอื่นก็เจอนั่นแหละครับ
เราประสบปัญหา ทั้งจากหุ้นส่วน ยอดขายต่ำกว่าเป้าปัญหาหนี้สิน
แม้แต่ผู้บริหารที่เราไว้ใจ และมอบหมายความรับผิดชอบมาตลอด
บางคนนอกจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้วยังซ้ำเติม หรือก่อปัญหาซ้ำลงไปอีก
ก็พยายามใช้ความอดทน ใช้สติปัญญาเท่าที่มีอยู่ เข้าไปแก้ปัญหาทีละเปราะๆ
ผิดบ้างถูกบ้างแต่ก็สามารถผ่านวิกฤตในหลายๆ ครั้งมาได้
บางทีรู้สึกอัศจรรย์เมื่อมองย้อนไปว่าทำไมปัญหาที่มันวิกฤตมากๆจนไม่น่าจะแก้ได้เราก็ยังผ่านพ้นมาได้
เช่นมีช่วงหนึ่งที่วิกฤตมากจนผู้บริหารชุดเดิมที่เราให้เขาบริหารอยู่บอกว่าธุรกิจมันเจ๊งแล้ว
ทุกคนทิ้งเลย ทิ้งภาระและปัญหาที่พวกเขาก่อมาให้เราหมด
เราเห็นสิ่งที่เขาก่อขึ้นมาแล้วก็ปาดเหงื่อว่าไปไม่รอดแน่
แต่แล้วก็ต้องมานั่งรวบรวมสมาธิ ลงมือแก้ไขปัญหาทีละเปลาะๆว่าถ้าปัญหาเป็นแบบนี้เราควรแก้ตรงไหน
บางครั้งก็เดินไปคุยกับสถาบันการเงิน ไปคุยกับเจ้าหนี้
ไปคุยกับลูกค้า เรียกประชุมลูกน้อง คุยกับเพื่อนร่วมงานที่ยังพร้อมร่วมสู้กับเรา
ช่วยกันแก้ไขทีละอย่างๆ ก็สามารถแก้ได้ครับ หลายคนพอเขาเจอปัญหาแล้วเขาทิ้งบริษัทไปก็มี
หรือคิดว่าไม่เอาแล้วไปทำงานที่อื่นดีกว่า คนประเภทนั้นผมเจอมาไม่น้อย
แต่ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่กับเราจนผ่านพ้นวิกฤติ และฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คิด
อาจจะเพราะว่าเราสะสมความดีไว้มากก็ได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงช่วยให้เราเอาชนะปัญหาอุปสรรคมาได้ตลอด
คนที่เคยก่อกรรมก่อปัญหา หรือทุจริตมาก็เห็นประสบเคราะห์กรรมต่างๆนานา
โดยเราไม่ต้องไปทำอะไรเลย
อันนี้อาจจะเป็นลักษณะหนึ่งของคนลักษณ์
7 ด้วยไหมคะที่มี Positive Thinking
คุณประวิทย์
: น่าจะมีส่วนนะครับในการมองโลกแง่ดี แต่การที่คิดในแง่ดีหลายครั้งก็ทำให้เราเจ็บปวด
เพราะมองแต่แง่ดีของคน เมื่อไปเจอคนไม่ดีหักหลังเรา
ทรยศเรา เอารัดเอาเปรียบ เอาแต่ประโยชน์จากเราเพียงฝ่ายเดียวตลอดเวลา
โดยอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อเขา ไม่ได้มองความดี
หรือความช่วยเหลือเกื้อกูลที่มีให้เขามาตลอดเลยก็รู้สึกเจ็บปวดบ้าง
แต่ก็ไม่อาฆาต หรือนำมาคิดให้รกสมองนานหรอกครับ
เคยมีประสบการณ์
คุณประวิทย์
: เจอประสบการณ์ทั้งดีกับไม่ดี ที่ไม่ดีเช่น บางครั้งให้เขามาตลอดนะครับ
หุ้นส่วนบางคนเงินเดือนเป็นแสน พอเจอปัญหาช่วงวิกฤติเราบอกว่าไม่ไหวแล้วช่วยกันลดเงินเดือนสัก
20% เพื่อประคองธุรกิจให้รอดพ้นวิกฤติ เขารู้สึกไม่พอใจ
ไม่ให้ความร่วมมือ เห็นแก่ตัวมาก ไม่รู้จักการเสียสละ
ไม่มีน้ำใจต่อลูกน้องด้วย จะเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ก็รู้ว่าบริษัทไปไม่ไหวกำลังจะเจ๊งอยู่แล้ว
จึงเกิดการไม่เข้าใจกัน เราก็ไม่คิดว่าเขาจะมาทอดทิ้งเราได้ในช่วงวิกฤตเช่นนั้น
บางคนเราเชื่อใจ และไว้ใจเขามาตลอด พอลาออกไปจึงพบปัญหามากมายที่ถูกนั่งทับสะสมไว้
บางคนตั้งใจให้ธุรกิจเจ๊ง เพราะเขาแอบสร้างธุรกิจส่วนตัวขึ้นมาแข่งขันไว้แล้ว
โดยเราไม่ระแคะระคายมาก่อนเลย เพราะช่วงก่อนวิกฤติใครมาชวนลงทุนอะไรผมก็เข้าไปช่วยลงทุนกับพวกเขาหลายบริษัท
ตอนหลังวิกฤติก็ตัดสินใจปิดบริษัทเน่าๆไปหลายบริษัท
แต่โชคดีครับที่ผมเจอคนดีมากกว่าคนไม่ดี หุ้นส่วน
และผู้บริหารที่ดีๆส่วนใหญ่จึงยังอยู่กับเรา และฝ่าฟันอุปสรรคจนมาถึงวันนี้ได้
ก็เป็นบทเรียนที่อยากสอนน้องๆว่าการทำธุรกิจใดๆ หากไม่แน่ใจเรื่องหุ้นส่วนแล้ว
ทำเองดีกว่า
ขอย้อนกลับไปตรงโครงการส่งพนักงานเข้าอบรมนพลักษณ์นะคะ
อยากทราบว่ามีการติดตามผลไหมคะ ว่าหลังจากอบรมแล้วมีการเปลี่ยนแปลงกับพนักงาน
หรือองค์กรอย่างไรบ้างคะ
คุณประวิทย์
: เรียนให้ทราบตรงๆ ว่ายังไม่ได้ติดตามเขาอย่างใกล้ชิด
นอกจากกลุ่มแรกที่ไปเรียนกลับมาเขาคุยกัน รู้สึกว่าเขาปรับตัวเองให้ชีวิตเขามีความสุข
ความเข้าใจกันมากขึ้น แต่ทุกคนก็รู้สึกว่าคุ้มกับการที่บริษัทส่งไปเรียน
และทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณค่ามากขึ้น
ส่งไปกี่รุ่นนะคะ
คุณประวิทย์
: 2-3 รุ่นครับ ตั้งใจจะส่งไปทุกรุ่นที่เปิดสอน ถ้าทราบนะครับ
ที่ส่งไปเป็นระดับไหน
คุณประวิทย์
: เริ่มจากผู้บริหารระดับสูง และระดับกลาง อยากจะส่งไปให้มากกว่านี้แต่ส่วนใหญ่พอจัดคิวแล้วก็มักจะมีภารกิจติดโน่นติดนี่
มีข้ออ้างกันตลอด เวลาที่จัดอบรมมักจะเป็นวันศุกร์
เสาร์ อาทิตย์ คนที่ไม่มีความมุ่งมั่นก็อ้างว่าเป็นเวลาพักผ่อนบ้าง
เป็นเวลาครอบครัวบ้าง ก็แปลกดีนะเราอุตส่าห์จ่ายค่าเรียน
เพื่อให้เขาพัฒนาตนเองเขายังไม่อยากไป ขาดความกระตือรือร้น
แต่ไม่บอกหรอกนะว่ามักจะเป็นคนลักษณ์ใด!(ยิ้ม)
ล่าสุดวันเกิดคุณประวิทย์ได้แจกหนังสือนพลักษณ์เบื้องต้นให้คนที่มาในงาน
คิดอย่างไรคะ
คุณประวิทย์
: อยากให้ผู้คนรู้จักคำว่านพลักษณ์มากๆ เขาไม่สนใจก็ไม่เป็นไรแต่ต้องการให้คำว่านพลักษณ์เข้าไปอยู่ในความคิดเขาก่อน
ถ้าเขาสนใจเขาก็ขวนขวายเปิดอ่านเอง บางคนเราส่งไปเรียนเพื่อจุดกระแสให้เขาอยากเรียนรู้ยิ่งขึ้น
ยอมรับว่ามีหลายคนที่ไม่กระตือรือร้นเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
ตอนนี้ก็พยายามแนะนำนพลักษณ์ให้บรรดาเพื่อนฝูงทางธุรกิจฟัง
ปีที่แล้วมีสัมมนางานหนึ่ง ซึ่งคนเข้าร่วมเกือบ 3,000
คน ชื่องาน The Power Of Change คุณศุภกิจเจ้าของพิซซ่าทูเดย์ที่เป็นเพื่อนกันเขาจัดหลักสูตรเกี่ยวกับการปลุกระดมให้คนมีกำลังใจ
แล้วให้เวลาผมครึ่งชั่วโมงไปพูดเรื่องการบริหารจัดการ
ผมจึงถือโอกาสเอาความรู้เรื่องนพลักษณ์เข้าไปเผยแพร่
ผู้ฟังก็สนใจกันดีนะครับ
คุณประวิทย์ได้พูดถึงนพลักษณ์ในแง่ไหนในงาน
The Power Of Change และมันไปโยงกันยังไงคะ
คุณประวิทย์
: คือครึ่งชั่วโมงนี่น้อยมาก เราเลยเพียงแต่อธิบายว่านพลักษณ์คืออะไร
แล้วก็เล่าว่าลักษณ์ทั้ง 9 มีอะไรบ้าง เอาแผนภาพนพลักษณ์ให้เขาดูกระตุ้นความสนใจผู้ร่วมงาน
ตบท้ายเราก็ขึ้นสไลด์ว่าหากสนใจให้ติดต่อสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
หมายเลขโทรศัพท์นี้ ให้ไปซื้อหนังสือชื่อนี้ๆ มีอยู่
4-5 เล่มที่เป็นภาษาไทย ครึ่งชั่วโมงมันไม่รู้จะพูดอะไรมากนัก
ทราบว่าก็มีคนติดต่อไปที่สำนักพิมพ์อยู่บ้าง
ผมว่าอาจจะเป็นครั้งแรกนะครับที่คน 3,000 คนมารวมกันแล้วได้ยินคำว่านพลักษณ์พร้อมๆกัน
ผมเคยไปพูดให้ผู้บริหารของธนาคารไทยพาณิชย์ประมาณ 20
กว่าคนที่ธนาคารจัดฝึกอบรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนแนวความคิดของผู้จัดการเขต
ผู้จัดการเขตคนหนึ่งจะดูประมาณ 15-20 สาขา เขาไม่สามารถปรับตัวเองให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของธนาคาร
มีอะไรก็ยังไม่กล้าตัดสินใจ โยนเรื่องมาสำนักงานใหญ่
ผู้บริหารระดับสูงในสำนักงานใหญ่บอกว่าไม่ไหวนะเรื่องไม่เป็นเรื่องก็โยนมาให้พิจารณา
ต้องรู้จักตัดสินใจกันเองบ้าง
ธนาคารอยากให้ผู้จัดการเขตมีความคิดเป็นผู้ประกอบการ
ให้ผมไปพูดซัก 2-3 ชั่วโมง ผมบอกผมพูดไม่เก่งขอพูดแค่
1 ชั่วโมง และสอดแทรกความรู้เรื่องนพลักษณ์ลงไป แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสนใจในเรื่องที่ผมพูด
อาจเพราะผมเป็นคนลักษณ์ 7 ก็ได้นะ จึงมักจะสนใจเรื่องราวต่างๆมากกว่าคนอื่น
คิดว่าทำไมผู้บริหารบุคคลหรือใครต่างๆ
ควรจะเรียนรู้ จุดเด่นของนพลักษณ์อยู่ตรงไหนหรือคะ
คุณประวิทย์
: การบริหารจัดการนี่ ความสำเร็จหรือความล้มเหลวอยู่ที่คน
บางทีเราไม่ใช้คนให้ตรงกับงาน หรือบางทีเราไปบังคับคนที่เขาไม่เหมาะกับงานให้ทำในสิ่งที่เราต้องการ
เขาก็อาจทำด้วยความฝืนใจทำไปต่อต้านไป ทำแล้วก็ไม่ดี
หรือทำเพียงครึ่งๆ กลางๆ ซึ่งเมื่อก่อนเราไม่ทราบว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
แต่ตอนหลังพอเริ่มรู้เท่าทัน เราก็พยายามใช้คนให้ตรงกับงานมากขึ้น
ในการคัดสรรบุคคลากรใหม่ๆเข้ามา ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ของเราที่รับผิดชอบการสัมภาษณ์ต้องรู้จักดูคน
รู้จักอ่านคน ใช้นพลักษณ์ในการอ่าน และวิเคราะห์คนด้วยครับ
ยิ่งถ้าเจ้าตัวได้รู้จักตัวเองก็ยิ่งจะสามารถดึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ออกมามากขึ้น
คุณประวิทย์
: ถูกต้อง เอามาใช้ได้เต็มที่ หรือถ้าเขารู้ว่าจุดอ่อนของเขาคือตรงนี้
เขาก็ต้องเอาชนะจุดอ่อน หรือความคิดยึดติดให้ได้ด้วยตัวเขาเอง
แล้วนำสิ่งนี้ไปประยุกต์ใช้กับครอบครัว หรือเพื่อนฝูง
เพื่อจะมีความสุขกับการทำงาน มีความสุขกับชีวิตส่วนตัว
ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้
เราไม่ได้เอาตรงนี้ไปใช้เพื่อทำร้ายใคร แต่ใช้เพื่อจะเพิ่มศักยภาพของทุกคน
ทั้งต่อหน่วยงาน องค์กร ครอบครัว เพื่อนสนิทมิตรสหาย
ตลอดจนสังคมที่เราเป็นสมาชิก
คุณประวิทย์บอกว่ามันเป็นเครื่องมือที่ค่อนข้างง่าย
คุณประวิทย์
: ครับใช่ เพราะคนยังรู้จักนพลักษณ์กันน้อยจึงอาจไม่เข้าใจ
และมองว่าเป็นศาสตร์ลึกลับหรือเปล่า เพราะฟังแต่ชื่อแล้วก็คงไม่รู้ว่ามันคืออะไร
หากศึกษากันมากๆ และรู้จักนำนพลักษณ์มาใช้ มาเผยแพร่ให้มากขึ้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติด้วย
อยากให้คนรู้จักเยอะๆ
เมื่อพูดถึงคนทั้ง
9 ลักษณ์ เราจะเห็นโทนของลักษณะการมองอะไรที่ Positive
คุณประวิทย์เป็นคนที่เวลามองอะไรมอง Positive หรือเปล่า
คุณประวิทย์
: ค่อนข้างมากครับ เพราะมองด้านเดียวเกินไป ทำให้หลายต่อหลายครั้งตัวเองต้องเจ็บปวด
หรือผิดหวังกับการมองคนแต่ในแง่ดี จนละเลยอีกด้านหนึ่งของเขา
แล้วเวลาเจอเรื่องเจ็บปวด
ปกติจะใช้วิธีใด
คุณประวิทย์
: ในอดีตมักไม่ยอมรับว่ามีปัญหา คิดว่าไม่สำคัญช่างมันเถอะ
คือไม่เข้าไปเผชิญกับมันตรงๆคอยหลบเลี่ยง กลัวความเจ็บปวดที่จะตามมา
นพลักษณ์ทำให้เรารู้เท่าทันมากขึ้นไหม
คุณประวิทย์
: แน่นอนครับ นพลักษณ์สอนให้ตระหนัก และรู้เท่าทันครับ
เวลาเจอความเจ็บปวดหรือไปเจอสิ่งที่เป็นปัญหาจึงต้องหัดเข้าไปชนบ้าง
อย่าไปหนีมัน เพราะหนีแล้วมันก็ค้างเติ่งอยู่ตรงนั้นนะ
อยู่ในปมลึกๆ ของหัวใจ ต้องกล้าเผชิญกับความเป็นจริงของชีวิต
และสู้กับมัน
พูดเรื่องเกี่ยวกับความเจ็บปวดไปแล้ว
ถ้าพูดถึงเรื่องความสนุกละคะ
เวลาทำงานหรือใช้ชีวิตคุณประวิทย์รู้สึกว่าตัวเองเห็นแง่มุมสนุกหรือเห็นแง่มุมของความเพลิดเพลินอะไรยังไงบ้างคะ
คุณประวิทย์
: เวลาทำอะไรขึ้นมา ถ้าเป็นงานที่แปลกๆ ใหม่ๆ จะสนุกสนานกับมันมากแบบถึงไหนถึงกันเลย
อย่างมีครั้งหนึ่งยกตัวอย่างนะครับ มีสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งจะให้ช่วยดูงานแปลหนังสือเกี่ยวกับเรื่องราวสตาร์บัค
เราก็สนใจ เพราะเคยอ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษมาแล้ว เขาแปลไม่ค่อยถูกต้องอยู่บ้าง
อาจเพราะเขาไม่เข้าใจศัพท์เรื่องกาแฟ หรือมีเวลาจำกัด
เราบอกเอามาเลย แล้วก็ใช้เวลา 2 เดือนทุกคืนเลยนะ
นอนตี 3 ตี 4 ไม่หลับไม่นอนเลย บางวันก็มาทำต่อที่ทำงาน
เพื่อช่วยตรวจทาน และเรียบเรียงให้ถูกต้อง แปลออกมาพออ่านดูแล้วไม่ถูกใจก็แก้ไขใหม่
มีความรู้สึกเพลิดเพลินสนุกกับมันมาก
อะไรเป็นแรงผลักดันที่ช่วยให้จดจ่อกับงานอย่างนั้นได้
คุณประวิทย์
: คิดว่าตัวเองชอบงานเขียน หรืองานเรียบเรียงอะไรให้ถ้อยคำออกมาไพเราะสวยงาม
จะรู้สึกหงุดหงิดมากถ้าใครเขียนอะไรมาให้อ่านแล้วอ่านไม่รู้เรื่อง
หรือถ้าทำงานใหม่ๆที่ท้าทาย และตนเองชอบละก้อ ถึงไหนถึงกัน
ทำแบบไม่รู้จักความเหน็ดความเหนื่อย งานที่เป็นการสงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ด้วยกันผมชอบมาก
แต่ขอทำ และช่วยอยู่เบื้องหลัง ไม่ชอบออกหน้าเป็นกรรมการ
เพราะถ้าเป็นกรรมการแล้วจะเบื่อง่าย ไม่ชอบประชุม ให้ช่วยงานอยู่ข้างหลังดีกว่า
สนุก และมีความสุขมากกว่า
รู้สึกสนุกกับการแปลใช่ไหมคะ
คุณประวิทย์
: สนุกกับการแปล การเขียนนะครับ แต่จะให้แปลตั้งแต่ต้น
AZ ไม่เอา รู้ตัวเองว่าไปไม่รอดแน่ เพราะไม่มีเวลาเพียงพอ
แต่ถ้าใครเขียนมาบ้างแล้วตัวเองมาทำให้มันดีขึ้น
สมบูรณ์ขึ้นจะสนุกกับมัน
ลูกสาวคุณประวิทย์ก็เป็นคนลักษณ์
7 สังเกตยังไงคะ
คุณประวิทย์
: สังเกตว่าเค้าก็เป็นคนชอบสนุกสนาน อารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี
ชอบทำอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ แต่พอทำสักพักหนึ่งจะรู้สึกเบื่อ
ทำงานอะไรไปสักพักหนึ่งเค้าจะบ่นแล้ว เมื่อก่อนเราก็ไม่รู้ไม่เคยสังเกตตรงนี้
ตอนนี้เริ่มรู้แล้ว เค้าก็เริ่มรู้ตัวเองเหมือนกันว่าอันนี้มันเป็นเปลือกที่ไม่ดีนัก
ต้องพยายามชนะใจตนเองให้ได้ เคยส่งไปเข้าคลาส 3 วันกับเพื่อนเค้า
เค้าก็สนุกกับการเรียนนพลักษณ์นะ กลับมาเขาก็บอกคลาสนี้ดีจังเลย
เพื่อนที่ไปเรียนก็สนใจ เคยบอกให้ไปชวนเพื่อนๆ ที่เรียนอยู่ที่จุฬาฯ
หรือเพื่อนเก่ามัธยม เค้าก็บอกว่าอย่าไปชวนเลยพวกนั้นไม่สนใจหรอก
ลูกสาวมีพัฒนาการในเรื่องรู้เท่าทันอารมณ์ตนเองมากขึ้น
มีสมาธิ และจดจ่อกับงานของตนเองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
และคงเข้าใจในตัวผมดีขึ้นด้วย ว่าทำไมผมจึงทำงานหนัก
และมีอะไรทำมากมาย ไม่รู้จักจบสิ้น
คำถามสุดท้ายค่ะ
คุณประวิทย์มีอะไรจะฝากถึงคนที่ศึกษานพลักษณ์ไหมคะ
คุณประวิทย์
: ฝากเพื่อนๆนพลักษณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงศึกษามาลึกซึ้งมากกว่าผมว่า
เนื่องจากศาสตร์นี้เป็นศาสตร์ใหม่สำหรับคนไทย แม้ว่าเป็นสิ่งที่รวบรวมค้นคว้ามาตั้งแต่อดีตกาลยุคโบราณมาแล้ว
แต่ผู้ที่ศึกษามาแล้วควรนำเอาศาสตร์นี้ไปช่วยเผยแพร่ให้คนรู้จักกันเยอะๆ
แล้วก็ต้องหมั่นมาทบทวนวิชานพลักษณ์บ้าง เข้ามารับการอบรมอย่างสม่ำเสมอ
แม้กระทั่งคลาสเบื้องต้น ถ้าเรามาเข้าอีกก็ยังเรียนรู้ได้ดีอีกมาก
ได้รู้จักคนเยอะ เสริมความรู้ของเราให้แน่นขึ้นนะครับ
ผมเองถ้าสามารถจะทำอะไรให้วงการนพลักษณ์มีการตื่นตัวและเป็นประโยชน์ต่อสังคม
ก็ปวารณาตัวเองที่จะช่วยเท่าที่จะทำได้ ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีอะไรที่ผมช่วยได้
ผมช่วยเต็มที่อยู่แล้ว แต่อย่าคาดหวังเรื่องเวลา เพราะผมเป็นมนุษย์ที่ยุ่งกับภารกิจต่างๆ
ตลอดเวลา จนเหมือนแบ่งเวลาไม่เป็น
|