ต่อเนื่องจากบทความเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นการเกริ่นนำ ความเป็นผู้นำของคน
9 ลักษณ์ ในฉบับนี้จะเน้นเฉพาะ ลักษณ์ 9 หรือ ผู้สมานไมตรี หรือ
Mediator ซึ่งเป็นคนที่อยู่แกนกลางของศูนย์ท้อง
เรามักพบว่า ปัจจัยสำเร็จของคนเก้า ที่ทำให้สามารถขึ้นมาสู่การเป็นผู้บริหาร
หรือผู้นำ (ด้วยความเป็นลักษณ์ 9 ไม่ใช่ด้วยปัจจัยอื่น) มักจะเป็นความสามารถในการทำงานหนัก
ทำงานตอบสนองความต้องการของเจ้านายได้ทุกเรื่อง และในการทำงานนั้นมักไม่ค่อยปรากฎความขัดแย้งเกิดขึ้น
ทั้งนี้เพราะคนเก้าที่ไม่รู้ตัว มักจะมองไม่เห็นความต้องการของตัวเอง
และปฏิเสธคนอื่นไม่ค่อยเป็น และยิ่งหากนายคอยชื่นชม คนเก้าจะทำงานให้ถวายหัว
งานหนักแค่ไหนก็ทำได้ไม่ลดละ ประกอบกับวิธีคิดที่ว่า งานนั้นเป็นงานของนาย
งานนั้นเป็นงานของแผนก ขององค์กร คนเก้าจะทุ่มเทให้ทั้งกาย ทั้งใจ
ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่ถ้าหากงานไหนที่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นงานของตัวเอง
เป็นไปเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง คนเก้าที่มองเห็นประเด็นนั้นก็จะไม่ทำงานนั้น
เพราะมันเป็นเรื่องยาก ที่จะต้องทำอะไรเพื่อตัวเอง
อีกประเด็นหนึ่ง หากคนเก้าที่อยู่ในสภาวะมั่นคง ก็จะนำพฤติกรรมของลักษณ์
3 หรือ นักแสดง หรือ The Performer ซึ่งจะทำงานโดยมุ่งผลงาน ผลสัมฤทธิ์
หรือ เป้าหมายเป็นหลัก ทำงานได้ทุกบทบาทที่เจ้านายต้องการ
ผู้บริหารคนเก้า จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติหรือสวทช.
เล่าให้ฟังระหว่างเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องนพลักษณ์ว่า
ตลอด 30 ปี ของชีวิตการทำงานเคยปฏิเสธการร้องขอของคนอื่นเรื่องงานเพียง
2 ครั้งเท่านั้น นอกนั้นจำได้ว่าไม่เคยปฏิเสธใครได้เลย มันเหนื่อยต่อตัวเองพอสมควรที่ต้องทำงานของคนนั้น
คนนี้ อยู่ตลอดเวลา เพราะเกรงใจเขา และคิดว่าการที่เขามาขอร้องเรา
แสดงว่าเขาต้องคิดว่าเราทำได้ ช่วยเขาได้ การปฏิเสธการร้องขอของคนอื่นจึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเหมาะสม
การปฏิเสธทั้ง 2 ครั้งที่ทำไปนั้นก็ไม่ได้รู้สึกสบายใจเลย มันมีความรู้สึกผิดวนเวียนอยู่ตลอด
แต่การปฏิเสธที่ทำไปนั้นเพราะเกินที่จะรับมือไหวแล้วนั่นเอง
ประเด็นปัญหาของคนเก้าที่ก่อให้เกิดทุกข์อย่างมหาศาล เมื่อคนเก้าขึ้นมาเป็นผู้บริหาร
คือ เรื่องความชัดเจน และความรวดเร็วในการตัดสินใจ ซึ่งคนเก้าทำได้อย่างยากเย็น
คุณประวิทย์ จิตนราพงศ์ ผู้ก่อตั้ง ร้านกาแฟแบรนด์ไทยเจ้าแรก แบล๊ค
แคนยอนเล่าให้ฟังว่า เคย
โปรโมทคนลักษณ์เก้าท่านหนึ่งขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูง
เนื่องจากเห็นผลงาน เป็นคนทำงานได้ทุกอย่างที่มอบหมาย แต่เมื่อโปรโมทแล้ว
บทบาทใหม่ที่ต้องเป็นผู้กำหนดนโยบาย และตัดสินใจนั้น พบว่า ลูกน้องท่านนั้น
มักชะลอการตัดสินใจ หากพบว่าจะเกิดความขัดแย้งจากการตัดสินใจนั้นๆ
หรือในบางเรื่องใช้เวลาในการตัดสินใจนานมาก ซึ่งในความคิดของคุณประวิทย์คิดว่า
นานเกินไป นอกจากนี้ยังสังเกตได้อีกด้วยว่า ตั้งแต่ได้รับการโปรโมทขึ้นมานั้น
ผู้บริหารลักษณ์เก้าคนนั้น ไม่มีความสุขในการทำงานเอาเสียเลย
พฤติกรรมที่เป็นปัจจัยสำคัญให้นายเห็นความสามารถ ของคนเก้า คือ
ความอดทน การทำงานหนัก การประนีประนอม ประสานไมตรีกับทุกฝ่ายนั้น
เริ่มปรากฎผลที่ไม่สามารถทำงานในระดับสูงขึ้นไปได้ ด้วยพฤติกรรม
หรือกลไกทางจิตของคนเก้าที่หลีกเลี่ยงการมองเห็นความต้องการของตนเอง
ดังนั้นถ้าจะให้แสดงจุดยืน หรือตัดสินใจ คนเก้าจะทำได้ช้า หรือถ้าทำได้ก็เป็นไปอย่างทุกข์ทรมาน
ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นไม่ได้เป็นการชี้ประเด็นว่า คนเก้าไม่เหมาะสมกับการเป็นผู้บริหารระดับสูงที่ต้องตัดสินใจระดับนโยบาย คนทุกลักษณ์สามารถเป็นผู้นำ
หรือผู้บริหารระดับสูงได้ทุกคน ทุกลักษณ์ เพราะมนุษย์มีศักยภาพที่เต็มเปี่ยม
เพียงแต่ว่าแต่ละคนผ่านประสบการณ์การเรียนรู้ และเติบโตขึ้นมา พร้อมกับการสร้าง เกราะป้องกันตัวเอง
กรอบวิธีคิด การใส่ใจ และการหลีกเลี่ยงภาวะบางอย่าง อยู่ตลอดเวลา
ซึ่งเป็นการทำงานของกลไกทางจิตของคนแต่ละลักษณ์ ทำให้เกิด ข้อจำกัด
ประจำลักษณ์ ซึ่งปิดกั้นศักยภาพความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนมีอยู่อย่างเท่าเทียมกัน
ดังนั้น จะดีกว่าหรือไม่ ที่ท่านจะเป็นคนเก้า ที่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลา
เพื่อที่จะฝึกฝน และเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดของตนเอง (Transformation)
เสียตั้งแต่ยังเป็นพนักงานทั่วๆไป ฝึกที่จะรับรู้ เรียนรู้ทุกข์อันเนื่องมาจาก กับดัก จากความเป็นลักษณ์ของตนเอง
อย่าปล่อยให้ศักยภาพปลดปล่อยออกมาจากความบีบคั้น ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีสำหรับสุขภาพกาย
และสุขภาพใจของตนเอง
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า คนเก้าที่ไม่ค่อยรู้ตัว จะทุกข์หนัก
เมื่อต้องหาความชัดเจนในความต้องการของตัวเอง และอยู่ในภาวะที่ต้องตัดสินใจในเวลาอันจำกัด
รวมทั้งการอยู่ท่ามกลางภาวะขัดแย้ง ซึ่งทั้ง 3 ประการนั้นเป็นจุดอ่อนสำคัญของคนเก้า
คำถามคือ แล้วจะทำอย่างไรในการที่จะเป็น คนเก้าที่รู้ตัว ซึ่งประเด็นนี้คงต้องใช้คำว่า
สติ มาคอยกำกับ และอาศัยการสังเกตตัวเองและฝึกฝน ที่จะกระทำโดยฝืนกับแรงเสียดทานของอคติ
หรือข้อจำกัดประจำลักษณ์
สำหรับคนที่ฝึกที่จะรู้ตัว เพื่อที่จะข้ามพ้นข้อจำกัดประจำลักษณ์จะพบว่า
มันเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร ก่อให้เกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วนในใจเป็นอย่างมาก
แต่เมี่อทำได้จนอยู่ในภาวะที่เราเรียกว่า เคยชิน แล้วจะพบความโปร่ง
โล่ง สบาย ค้นพบศักยภาพบางอย่างในตัวเอง ให้ความรู้สึกว่าเราหลุดออกจากกรอบบางอย่าง
ให้ความรู้สึกอิสระ ซึ่งตรงนี้เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล จะใกล้เคียงกัน
แต่จะไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนก็ล้วนสร้างเกราะแห่งทุกข์ที่มีรายละเอียดแตกต่างกันไปแต่ละคน
 |
 |
|
 |
 |
ลักษณ์
9 |
|
|
| |
สไตล์ผู้นำ
: |
|
ประสานงาน การมีส่วนร่วม
มองภาพกว้างทำให้กำหนดยุทธศาสตร์ได้ดี |
| |
จุดแข็ง : |
- |
เล่นการเมือง
(ความสามารถในการกลมกลืนกับทุกคน) |
| |
|
- |
สม่ำเสมอ /
ง่ายๆ สบายๆ |
| |
|
- |
ส่งเสริมทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงาน
เป็นแรงหนุนที่ดี ให้การสนับสนุนผู้อื่น |
| |
|
- |
สร้างความสัมพันธ์ที่คงทนถาวร |
| |
|
- |
อดทน |
| |
จุดอ่อน : |
- |
หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
ไม่ชอบใช้อำนาจ |
| |
|
- |
ไม่มั่นใจ ลังเล
ขาดความชัดเจน ไม่ชอบตัดสินใจ ตัดสินใจช้า |
| |
|
- |
หลงลืมเรื่องที่สำคัญกว่า
ผัดผ่อน ล่าช้า |
| |
|
- |
ดื้อเงียบ เมื่อถูกผลักดัน
แสดงความโกรธด้วยการเพิกเฉยต่อปัญหา เฉื่อยแฉะ |
| |
|
- |
เฉื่อยแฉะ |
| |
|
|
|
พลักษณ์ช่วยให้เราวิเคราะห์เกราะ หรือกับดัก ที่เป็นรูปแบบของการทำงาน
หรือ กลไกทางจิตประจำลักษณ์เรา โดยคนในลักษณ์เดียวกันก็มีความแตกต่างกันไปในรายละเอียด
ซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ที่จะรู้จักตัวเอง คือ
การสังเกตตัวเอง แล้วประยุกต์ใช้เพื่อค้นหาทางดับทุกข์ของตนเอง
ตราบใดที่เรายังวิเคราะห์ทุกข์ของตนเองไม่พบ เราก็ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องราวของคนอื่น
โทษสิ่งแวดล้อมไปตามเรื่อง 
|