ดิฉันได้รับการติดต่อจากนิตยสาร
MBA ให้เขียนในหัวข้อความเป็นนักกลยุทธ์
จากมุมมองนพลักษณ์ ก็เลยเป็นที่มาของข้อความข้างล่างต่อไปนี้
คำถามที่ 1 นพลักษณ์เกี่ยวข้องกับการเป็นนักกลยุทธ์อย่างไร
ถ้าตอบตามทฤษฎีนพลักษณ์ พูดได้ว่าคนทุกลักษณ์มีศักยภาพในการเป็นนักกลยุทธ์เท่าเทียมกันโดยพื้นฐาน
แต่คุณก็จะโต้แย้งดิฉันกลับมาว่า เท่าที่รู้จักคนแต่ละลักษณ์มีความเป็นนักกลยุทธ์ที่แตกต่างกันเท่าที่เคยสัมผัสมา
คำตอบคือ ถูกต้องแล้วค่ะ เพราะอะไร นพลักษณ์อธิบายได้ว่า เนื่องจากคนแต่ละลักษณ์สร้างโลกทัศน์ของตนเอง
(กรอบวิธีคิด วิธีรู้สึก และการแสดงออกทางพฤติกรรม) และสร้างยุทธศาสตร์เฉพาะตน
ที่จะเรียนรู้การดำรงชีวิตให้มีความสุขตามแบบฉบับของตัวเองขึ้นมา
เช่น
คนลักษณ์ 1 มีโลกทัศน์ว่าโลกนี้จับผิดเราคนลักษณ์ 1
จึงพัฒนาทักษะ และกลยุทธ์ในการเอาตัวรอดคือ มองเห็นจุดบกพร่องในงาน
ในชีวิต ในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว แล้วดำเนินการแก้ไขปรับปรุงอยู่ตลอด
ในกรณีที่คุณมอบหมายงานให้คนลักษณ์ 1 รับผิดชอบเป้าหมายขององค์กรสักเรื่องหนึ่ง
คนลักษณ์ 1 จะแสวงหาเครื่องมือมาจัดการจนงานสำเร็จลุล่วงจนได้สิน่า
มิเช่นนั้นจะไม่เลิกทำงานแน่นอน
คนลักษณ์ 2 มีโลกทัศน์ว่า โลกนี้จะให้
ต่อเมื่อคนลักษณ์ 2 ต้องเป็นผู้ให้ก่อน ทักษะที่คนลักษณ์
2 พัฒนาขึ้นมาคือ การทำทุกวิถีทางเพื่อชนะใจคนที่ตนเองต้องการให้เขายอมรับ
คนลักษณ์อื่นๆ อาจจะวิจารณ์การกระทำของคนลักษณ์ 2 ว่าไม่ตรงไปตรงมา
แต่ลักษณ์ 2 ก็ทำจนบรรลุความตั้งใจได้เสมอ ด้วยการอ้อมไปอ้อมมา
หรือผลักดันผ่านมือที่สาม มือที่สี่ แล้วแต่สถานการณ์ บางคนก็เรียกพฤติกรรมทำนองนี้ว่า
"นักชักใย" คือ ทำงานอยู่เบื้องหลัง
ถ้าคุณมอบหมายให้คนลักษณ์ 2 ทำงานให้ถึงเป้าหมายบางอย่าง คุณจะพบว่า
ทางเลือกของกลยุทธ์ที่อาศัยเครือข่ายที่เคยมีอยู่ทั้งของคุณ
และของคนลักษณ์ 2 จะถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในทุกสถานการณ์ได้อย่างดีเยี่ยม
คนลักษณ์ 3 มีโลกทัศน์ว่า โลกนี้จะยอมรับ หรือให้รางวัลตนเองเมื่อทำสำเร็จบรรลุเป้าหมาย
ดังนั้นจึงไม่ยากที่คนลักษณ์ 3 จะแสวงหาทุกวิถีทาง ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้งานสำเร็จ
ดังนั้นคนลักษณ์นี้จึงมักไม่เคยสร้างกรอบให้ตัวเองว่า ฉันจะไม่ทำนั่น
ไม่ทำนี่ แต่จะเป็นการสร้างศักยภาพให้ตัวเอง ด้วยการสะกดจิตตัวเองว่า
"ฉันทำได้" (ทุกอย่าง)
ไม่เหมือนคนอีก 8 ลักษณ์
ที่จะมีกรอบของตัวเองที่มักจะไม่ทำบางอย่าง หรือทำเรื่องหนึ่งเรื่องใดยากมากๆ
(เช่น คนลักษณ์ 1 ทำในสิ่งที่เรียกว่า "ผิดพลาด"
หรือ "บกพร่อง" จะไม่ทำเด็ดขาด หรือคนลักษณ์ 4 จะไม่ทำในสิ่งที่เห็นว่า
"ธรรมดา" เป็นต้น) ดังนั้นทักษะที่คนลักษณ์ 3 พัฒนามาตลอดชีวิต
คือ ทักษะการปรับตัวได้อย่างยอดเยี่ยมที่จะเป็น และทำในสิ่งที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ให้บรรลุทุกวิถีทาง
จนเป็นที่มาของการเรียกขานคนลักษณ์ 3 ว่า "นักแสดง"
เพราะจะเป็นนักกลยุทธ์ที่ไร้ข้อจำกัดนั่นเอง
คนลักษณ์ 4 มีโลกทัศน์ว่า โลกทอดทิ้ง
ไม่เข้าใจ คนลักษณ์ 4 จึงแสวงหาความพิเศษ ความแตกต่าง ความไม่ธรรมดาอยู่ตลอดเวลา
ตลอดชีวิต สิ่งที่จะเป็นจุดขายได้อย่างดีเยี่ยมเวลาคนลักษณ์
4 ทำงาน คือ งานที่แตกต่าง ไม่ธรรมดา ไม่เหมือนกับชาวบ้านเขานั่นเอง
นอกจากนั้นก็ยังมีลักษณะพิเศษคือ "กินใจ" อีกด้วย
แต่อาจจะยากสักหน่อยในการมอบหมายงานเชิงกลยุทธ์ให้ลักษณ์ 4
ทำ ถ้าเขา หรือเธอไม่เห็นว่ามันเป็นงานที่ท้าทาย หรือพิเศษพอ
ในทางตรงกันข้าม หากคุณต้องการคอนเซ็ปต์ของงานแบบประเภท "หลุดโลก"
เลือกใช้คนลักษณ์ 4 เถอะ รับประกันคุณภาพ หรืองานประเภท "ลึกซึ้ง
กินใจ" ซึ่งคุณจะต้องเปิดใจให้กว้างด้วยในการมอบหมายงานทำนองนี้ให้คนลักษณ์
4
คนลักษณ์ 5 มีโลกทัศน์ว่า โลกเรียกร้องมากเกินไป
มีทรัพยากรน้อยเกินไป จึงพัฒนาทักษะในการแสวงหาข้อมูล
ความรู้ ไว้เต็มแน่น ทักษะที่พัฒนาขึ้นจนเป็นเรื่องง่ายของคนลักษณ์
5 คือ การทำตัวออกมาเป็นคนสังเกตการณ์ มากกว่าที่จะเอาตัวเข้าไปคลุกวงใน
เมื่อสังเกตแล้วก็วิเคราะห์ข้อมูลออกมาเป็นส่วนๆ อย่างเป็นกลางๆ
ดังนั้น จึงเหมาะที่จะมอบหมายให้วิเคราะห์ หรือมองหากลยุทธ์ให้องค์กร
คนลักษณ์ 5 สามารถตอบโจทย์ให้คุณได้มากมาย แถมวิเคราะห์ทางหนีทีไล่ให้เสร็จสรรพ
แต่หากจะมอบหมายให้คนลักษณ์ 5 ลงมือทำ (Implement) คงต้องพิจารณาเป็นรายๆ
ไป เพราะคนลักษณ์ 5 บางคนที่ยังไม่สามารถข้ามพ้นกับดักบุคลิกภาพของตนเองได้
ก็จะไม่ชอบที่จะทำงานแบบลงไม้ลงมือปฏิบัติเท่าใด ไม่ชอบยุ่งกับผู้คน
รวมถึงไม่ชอบให้ผู้คนมายุ่งกับตนเองนัก
ชอบที่จะนั่งคิด วิเคราะห์ หรือทำตัวเป็นเสนาธิการให้เท่านั้น
คนลักษณ์ 6 มีโลกทัศน์ว่า โลกนี้อันตราย
จึงพัฒนาทักษะของการสงสัยต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวว่าจะอันตรายหรือไม่
อย่างไร และมองหาทางหนีทีไล่ ในทำนองป้องกันไว้ก่อนในทุกเรื่องที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
คนลักษณ์ 6 เหมาะเป็นอย่างยิ่งในการช่วยทำ Risk Management
ในองค์กร เพราะจะมีความรอบคอบเสมอสำหรับสิ่งที่จะเป็นความเลวร้ายในอนาคต
คนลักษณ์ 7 มีโลกทัศน์ว่า โลกนี้จำกัด
จึงพัฒนาตนเองให้มีความว่องไวเป็นพิเศษกับทักษะเรื่องการวางแผน
และการสร้างทางเลือก เพื่อหลบหนีไปให้พ้นเสียจากสภาพที่ตนเองถูกจำกัด
ถ้าหากคุณต้องการคนคิดกลยุทธ์ทีมีความหลากหลาย ยึดหยุ่น และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
อาจจะต้องพึ่งพาคนลักษณ์ 7 ได้ดี แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าหากจะให้ปฏิบัติหรือลงมือทำงานคงต้องพิจารณาเป็นรายๆ
ไป เช่นเดียวกับคนลักษณ์ 5 เพราะในระหว่างการทำงานถ้าคนลักษณ์
7 เบื่อ หรือรู้สึกถูกจำกัด .... คุณคงนึกออกว่าเขาหรือเธอจะทำอย่างไร...
แล้วงานของคุณจะเป็นอย่างไร
คนลักษณ์ 8 มีโลกทัศน์ว่า โลกนี้ไม่ยุติธรรม
จึงมักที่จะแสดงออกมาในทางปกป้องคุ้มครองคนที่อ่อนแอ หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม
คนลักษณ์ 8 มีพลังเหลือเฟือในการทำงาน พร้อมเป็นตัวชนให้กับองค์กรเสมอ
แต่อาจจะมีความตรงไปตรงมาสูง ชนก็ชนกันตรงๆ
ไม่มีการอ้อมค้อมใดๆ แต่คนลักษณ์ 8 บางคนที่มีสติรู้ทันตนเองรู้จุดอ่อนตนเองตรงนี้แล้ว
จะสามารถทำงานให้มีสไตล์ที่นุ่มลง มีกลยุทธ์ในการจัดการกับเรื่องราวต่างๆ
และผู้คนได้อย่างอ่อนโยนขึ้น
คนลักษณ์ 9 มีโลกทัศน์ว่า โลกนี้ไม่ให้ความสำคัญ
และมองข้ามตนเอง จึงพัฒนาทักษะในการเอาอกเอาใจ ช่วยเหลือ มีน้ำใจต่อคนทุกคน
ยกเว้นตัวเอง และมีศักยภาพในการทำความเข้าใจมุมมองของคนอื่นๆ
ได้อย่างง่ายดาย จนบางครั้งคนลักษณ์อื่นจะมองว่าคนลักษณ์ 9
เล่นการเมือง ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนเป็นของตัวเอง
คำถามที่ 2 ถ้าจะวิเคราะห์คน 9 ลักษณ์
กับคุณลักษณะของการเป็นนักกลยุทธ์ได้อย่างไร
จากข้อมูลข้างบนจะเห็นว่า คนแต่ละลักษณ์จะมีความสามารถพิเศษ
ความเชี่ยวชาญในการใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน แต่ธรรมดาของคน
(ทุกลักษณ์) ที่จะต้องเรียนรู้ และพัฒนาตนเอง คนหลายๆ คนพัฒนาทักษะอื่นๆ
ที่มิใช่ทักษะหลักของลักษณ์ตนเอง เพื่อการอยู่รอด ดังนั้นการใช้นพลักษณ์เพื่อมอบหมายงานแบบหยาบๆ
คงไม่ได้เป็นวิถีทางที่เหมาะสมนัก
คำถามที่ 3 ถ้าคุณเป็นผู้บริหารระดับสูง
จะมอบหมายงานเชิงกลยุทธ์ให้กับคน 9 ลักษณ์อย่างไร
ขอตอบว่า ควรมอบหมายงานตามศักยภาพของแต่ละบุคคล
ไม่จำเป็นต้องพิจารณาความเป็นลักษณ์ของเขามากนัก เพราะแต่ละคนจะอยู่ในระดับของความเป็นลักษณ์ที่แตกต่างกัน
เช่น คนที่จมอยู่กับลักษณ์ของตนเอง ไม่สามารถข้ามพ้นบุคลิกภาพของลักษณ์ตนเองได้
ก็จะไม่มีความสุขนักในการทำงาน ไม่สามารถปรับตัวได้ดี เหมือนที่ยกตัวอย่างกรณี
ลักษณ์ 5 และลักษณ์ 7 ข้างต้น
นพลักษณ์จะเป็นเครื่องมือที่ดี หากผู้บริหารนำไปประยุกต์ใช้โดยให้พนักงานแต่ละคนรู้จักตัวเอง
และแสวงหาแนวทางในการทำให้ตัวเองพ้นจากข้อจำกัด และพัฒนาจุดแข็งของตน
ซึ่งนพลักษณ์จะทำให้เกิดบรรยากาศของการทำงานอย่างมีความสุข
และส่งผลโดยอ้อมให้องค์กรมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล จากการเพิ่มความสุขให้คนในองค์กรอย่างยั่งยืน
มิใช่เป็นเครื่องมือสำหรับการเลือกใช้คนให้เหมาะกับงาน โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาข้ามพ้นตัวตนของตัวเองค่ะ