ความรู้สึกแรก ที่ได้รับโทรศัพท์แล้วทราบว่า
พี่พี่ กำลังจัดทำเวบไซต์นพลักษณ์กันนั้น ตื่นเต้น ดีใจ และ หากมีเวลา
ก็อยากช่วยงานด้วย ซึ่งเหนืออื่นใด ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจ
เข้าใจ และมีเจตคติ ที่ดีต่อตนเอง ผู้อื่นและสังคมรอบข้าง
ผมเริ่มได้ยินชื่อนพลักษณ์ครั้งแรกจากบุคคลที่ครอบครัวนับถือท่านหนึ่ง
จำได้ว่าตอบท่านไปโดยใช้ไอคิวสูงสุด (ร่างกายสูดหายใจลึก และบังคับกล้ามเนื้อ
บริเวณหว่างคิ้วทำงานเต็มที่) อยู่กว่า 10 วินาที ว่า ไม่เคยรู้จักหรือได้ยินเลยครับ
จึงได้รับการชี้แนะ และผมเชื่อว่า เป็นความปรารถนาดีโดยแท้ ก่อนจะจบการสนทนาว่า
ลองหามาอ่านศึกษาดู จากนั้นค่อยกลับมาปรึกษาอาตมาก็แล้วกัน และโอกาสของชีวิต
ที่ได้รู้จักกับนพลักษณ์ก็มาถึง เมื่อวันหนึ่ง ทางมูลนิธิโกมลคีมทอง
ได้จัดให้มีกิจกรรมขึ้น ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งแม้เป็นวันอาทิตย์
ที่โดยปกติผมจะอยู่กับครอบครัว แต่ก็อยากรู้จักมากว่า คืออะไร จึงได้สำรองที่นั่งทันที
และรอวันนั้นมาถึง
ผมขึ้นรถไฟฟ้าไปลงที่หน้าสนามกีฬาแห่งชาติ และต่อรถแท๊กซี่ ไปยังโดมเป้าหมาย
จำได้ว่าพอมาถึง ผมสายไปประมาณ 15 นาที ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่(พี่พี่)
ที่มูลนิธิคุยกันว่า ก็พอใช้ได้นะประมาณ 80 คน และมีเสียง อีกด้านหนึ่งเปรยว่า
เริ่มกันแล้วมั๊ง ผมจึงรีบเซ็นชื่อแล้วจ้ำเข้าไป ในห้องโค้งคล้ายตัวยูฐานกว้าง
ที่นั่งมีเหลืออยู่น้อยเต็มที มีแต่ด้านหน้า (คิดในใจอย่างนี้ คงเดาได้ว่าผมชอบนั่งตรงไหนนะครับ)
เอ้าหน้าก็หน้าลุยเลย
เรื่องราววันแรก เป็นของคนลักษณ์ 3 6และ 9 ซึ่งผมได้ตั้งใจ และเพลินกับการฟังจนถึงเย็น
ความรู้สึกภายใน ได้แต่แปลกใจว่า คนเรามันทำไมช่างต่างกันลิบลับ ได้มากมายเช่นนี้
เออ.. มนุษย์หนอมนุษย์ ผมขำไป ปลงไป งงตัวเองไปเลยครับ แต่ก็สนุกดี
วิธีการที่ใช้สัมมนา เป็นอย่างนี้ครับ คือ จะมีการให้กลุ่มคนที่มีลักษณ์เดียวกัน
มาพูดถึงความรู้สึกนึกคิด ในเรื่องราวต่างๆ เช่น การทำงาน ความรัก ความสัมพันธ์กับบุคคล
หรือสภาพแวดล้อมอื่นๆ ภายใต้เงื่อนไขของเหตุการณ์ และคำถามเดียวกัน
ซึ่งผลของการตอบสนอง ของเรื่องราวต่างๆ นั้น เป็นที่น่าแปลกใจ(และตื่นเต้น)มาก
ที่ซึ่งคนลักษณ์เดียวกัน มีแนวโน้มที่ค่อนข้างสูง ที่จะมีขบวนการคิด
อารมณ์ความรู้สึก ที่คล้ายคลึงกัน และจะแตกต่างมากอย่างชัดเจน กับกลุ่มคนที่อยู่ต่างลักษณ์กัน
ความรู้สึกผม เมื่อผ่านการสัมมนาวันแรก (มี 3 ครั้งๆ ละ 3 วัน เว้น
30 วันต่อครั้ง) นั้น เป็นความเซอร์ไพรซ์ในสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน และได้ฟัง
แต่ลึกที่สุดแล้ว คือ ความยินดี ดีใจ เหมือนกับว่า ตัวเราเคยกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง
มาโดยตลอด แต่เพิ่งได้มาเจอมาพบ และในระหว่างการสัมมนาวันนั้น ผมก็ได้มีโอกาสซื้อหนังสือนพลักษณ์
ปกสีชมพูติดมือกลับมาบ้านด้วย ผลลัพธ์คือ ผมเข้านอนเกือบตี 4 ด้วยความชื่นใจ
ได้อ่านตั้งแต่ต้นจนจบในคืนนั้น แล้วได้นอนหลับโดยรู้สึกว่า ชีวิตได้ค้นพบอะไรบางอย่าง
ที่ซึ่งเราเคยมีเรื่องหลายเรื่อง ที่ไม่สามารถอธิบายได้มาก่อน และไม่เข้าใจมาเป็นเวลานานนับ10
ปี ก็เหมือนกับมีญาณทิพย์ มาแจ้งเฉลยให้สำหรับผมแล้ว ช่างเป็นวันที่มีค่าจริงๆ
ได้แต่นึกว่าเมื่อไร เดือนหน้าจะมาถึง เดี๋ยวเราหลับแล้ว ตื่นขึ้นมา
จะต้องบอกภรรยาว่า เราคงต้องขอลากิจ ในวันอาทิตย์อีก 2 ครั้ง ใน2 เดือน
ข้างหน้าอย่างแน่นอนผมอยู่ลักษณ์ไหน
ความสนใจใคร่รู้ของคนส่วนใหญ่ หลังจากความเข้าใจเบื้องต้น ของนพลักษณ์แล้ว
ก็คือ การอยากทราบลักษณ์ของตนเอง ซึ่งโดยส่วนตัวพบ และมั่นใจมากว่า
เป็นคนลักษณ์ 1 ซึ่งตอนพบก็รู้สึกดีใจ และภูมิใจกับลักษณ์ของตน เพียงแต่มาทราบเอาภายหลัง
ในนพลักษณ์ทั้งเก้านั้น 1 ค่อนข้างจะมีภาพลักษณ์ เป็นคนจริงจัง เครียดง่าย
ตรงไปตรงมา ตัดสินถูกผิด ทั้งตนเอง และผู้อื่น (เป็นไปโดยธรรมชาติจากภายใน)
มีความโกธร เป็นอารมณ์ประจำตัว และเก็บสะสมความรู้สึกอยู่ภายใน มักแสดง
หรือระบายออก กับบุคคลใกล้ชิด
พื้นฐาน ความรู้สึกนึกคิด คือ การที่เราจะต้องเป็นคนดี คิดดี ทำดี
ปรารถนาดี ทั้งนี้รวมถึงบุคคลรอบข้าง และสิ่งแวดล้อม ที่ปรุงแต่งขึ้นด้วย
สำนึกประจำใจ มักจะคิดถึงเรื่อง ความแฟร์ และความถูกต้อง ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง
สิ่งต่างๆเหล่านี้ มักจะไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ยังผลให้มักมีความรู้สึกที่ไม่ดี
ต่อสังคม โดยเฉพาะสังคมไทย สังคมข้าราชการ สังคมการเมือง จนบางครั้ง
นึกอิจฉาชนชาติอื่น ที่แม้ไม่สมบูรณ์ แต่สังคมนั้นก็ดีกว่าเรา อย่างเด่นชัด
เช่น นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ในเอเชีย สวิสเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์
อังกฤษ ในยุโรป รวมถึง แคนาดาและสหรัฐอเมริกาในอีกซีกโลกหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ก็เพิ่งเข้าใจว่า เพื่อนลักษณ์อื่น ก็มีความเข้าใจ และเห็นด้วยกับสิ่งที่เป็น
แต่ไม่รู้สึกหงุดหงิด หรือมีเจือทุกข์อยู่บ้างเหมือนเรา เมื่อเข้าใจ
ก็ทำให้คอยบอกตัวเองในเรื่องของ Imperfection satisfaction คือมีความพึงพอใจได้แม้
อะไรอะไร มันบกพร่องไปบ้าง ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ นอกจากการศึกษา เพื่อความเข้าใจลักษณ์ส่วนตนแล้ว
ก็แน่นอนว่า เราคงอยากรู้จักลักษณ์ของคู่ชีวิต ที่เกาเหลา เกาหลังกันมา
โดยตลอด และยังรวมถึงบุคคลใกล้ชิด ที่จะมีผลต่อการดำเนินชีวิต ซึ่งหากมีโอกาสหน้า
ก็จะขออนุญาตทีมงาน มาโม้เป็นตัวอักษรทางเวบไซต์นี้ ให้เพื่อนๆ อ่านกันเล่นๆอีก
ตอนนี้ผมคงหมด(หรือเกิน) โควต้ากระดาษ A4 แล้ว พบกันใหม่ในโอกาสหน้า
ขอให้สนุก และได้รับประโยชน์ จากนพลักษณ์โดยถ้วนทั่วกัน  |