นพลักษณ์ เป็นศาสตร์ที่ช่วยให้เข้าใจตัวตนที่แท้จริง
ด้วยตระหนักรู้ว่าคนแต่ลักษณ์มีมุมมองโลกที่แตกต่าง เพราะเลือกให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆ
แตกต่างกัน มีความเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องแสวงหาหรือแรงจูงใจด้านบวก
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องการหลีกหนี หรือแรงจูงใจด้านลบ ด้วยแรงจูงใจด้านบวกและลบนี้ก่อให้เกิดเป็นพฤติกรรมต่างๆ
เพื่อแสวงหาสิ่งที่ต้องการและในขณะเดียวกันก็เป็นกลไกป้องกันตนเองจากสิ่งที่รังเกียจหรือไม่อยากยอมรับ
ในฐานะคนแปดคนหนึ่ง ซึ่งเห็นด้วยกับทฤษฎีของชาร์ล ดาร์วิน ที่ว่าธรรมชาติมีการคัดสรร
สัตว์ที่เข้มแข็งเท่านั้นที่จะดำรงอยู่ได้ สัตว์ที่อ่อนแอย่อมต้องสูญสลายไปในสภาวะที่ทรัพยากรมีจำกัด
ข้าพเจ้าจึงให้ความสำคัญกับพลังอำนาจ และหลีกหนีความอ่อนแอ การอยู่ใต้อาณัติหรือการครอบงำของผู้อื่น
ก่อเกิดเป็นการกระทำรูปแบบต่างๆ เพื่อแสวงหาสิ่งที่ต้องการและขจัดความรู้สึกที่น่ารังเกียจ
ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวที่มีบิดาเป็นใหญ่ ทุกคนต้องเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่ง
ด้วยเหตุผลที่ว่าพ่อเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว ข้าพเจ้าจึงพยายามทุกวิถีทาง
เพื่อให้หลุดพ้นจากอำนาจเงินของพ่อ ด้วยการทุ่มเททุกหยาดหยดของพลังงานให้กับการศึกษา
ด้วยได้รับการปลูกฝังมาว่า มีความรู้เหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน ซึ่งความเชื่อนี้นำไปสู่การตัดสินใจเลือกสาขาวิชาที่ศึกษาในช่วงมหาวิทยาลัย
ซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่าไม่เข้าท่า
ข้าพเจ้าจบสายศิลป์ภาษาจึงเลือกเอนทรานซ์เข้าคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ซึ่งในช่วงนั้นเป็นคณะทอปฮิตและเป็นทางเลือกทางสายอาชีพที่มีจำกัดของคนสายสังคม
และเลือกเอกโฆษณาซึ่งเป็นสายวิชาที่มีโอกาสนำไปสู่ความมั่งคั่ง พร้อมกันนี้ก็เลือกวิชาโทที่มีส่วนเสริมต่ออาชีพนักโฆษณาในอนาคต
โดยไม่คำนึงถึงความชอบส่วนตัว อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ามีความมั่นใจเสมอว่า
ไม่มีอะไรที่เกินความสามารถ พร้อมกันนี้ก็วางแผนให้จบการศึกษาเร็วที่สุดเท่าที่มหาวิทยาลัยจะยินยอม
โดยไม่สนใจความยากง่ายของเนื้อหาและจำนวนชิ้นงานในแต่ละเทอมตลอดจนมีเพื่อนร่วมเรียนด้วยหรือไม่
เพราะข้าพเจ้าไม่เคยคิดพึ่งพิงเพื่อนอยู่แล้ว ขอเพียงสมความมุ่งหวังเฉพาะตนเท่านั้น
ครั้งหนึ่งเคยมีรุ่นพี่เตือนด้วยความปรารถนาดีเมื่อเห็นตารางเรียนว่าควรจัดใหม่
เพื่อไม่ให้เหนื่อยเกินไปหรือไปไม่รอดเพราะวิชาที่ลงล้วนมีงานเอกสารมาก
แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงยืนยันเจตนารมณ์เดิม โดยไม่หวั่นไหวกับคำทักท้วงนั้น
ขณะที่ข้าพเจ้าศึกษาอยู่ปี 1 ข้าพเจ้าอาศัยหอพักของมหาวิทยาลัยที่ศูนย์รังสิต
พ่อจะให้เงินข้าพเจ้าเป็นรายสัปดาห์ ครั้งหนึ่งข้าพเจ้ามีเรื่องขัดแย้งกับท่านถึงกับไม่ยอมรับเงิน
และเดินทางไปอยู่หอพักด้วยเงินติดตัวเพียง 20 บาท ซึ่งเพียงพอสำหรับขึ้นรถเมล์และรถไฟไปถึงมหาวิทยาลัยเท่านั้น
ขณะนั้นมีความหวังอันเลื่อนลอยเพียงหนึ่งเดียว คืออาจพอมีเงินอยู่บ้างตามตำราเรียนที่เคยแหน็บไว้
แต่ไม่รู้ว่ามีเท่าไร เพียงพอหรือไม่ เมื่อถึงหอพักข้าพเจ้าค้นหาเศษเงินในตำราทุกเล่มทันที
รวบรวมเงินได้ 50-60 บาท จึงต้องอยู่อย่างอดออมเต็มที่ ด้วยการรับประทานอาหารเพียงวันละ
1 มื้อ เพื่อให้เงินที่มีอยู่พอเพียงกับการดำรงชีวิตตลอด 1 สัปดาห์
โดยไม่ปริปากขอความช่วยเหลือ หรือขอความเห็นใจจากเพื่อนร่วมห้องแม้แต่น้อย
ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้
ดังนั้นเมื่อสิ้นสุดปีการศึกษาแรก ข้าพเจ้าเริ่มออกหางานพิเศษทำช่วงปิดเทอม
และกระทำต่อมาเท่าที่โอกาสจะอำนวย ด้วยเพียงมุ่งหวังให้สามารถจุนเจือตนเองได้บ้าง
หรืออย่างน้อยลดจำนวนครั้งที่ต้องแบมือขอเงินจากพ่อในการซื้อหาวัสดุอุปกรณ์การเรียน
หรือบางครั้งก็ได้จับจ่ายในสิ่งที่ต้องการบ้าง ซึ่งทำให้ข้าพเจ้า หลุดพ้นจากการครอบงำจากอำนาจเงินของบิดาชั่วครู่ชั่วยาม
และมีอำนาจทำตามใจปรารถนาได้บ้าง สิ่งนี้แม้จะไม่มากนัก แต่ก็เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงความรู้สึกให้ภาคภูมิกับตนเอง
และเป็นแสงสว่างรำไรของชีวิตที่จะอยู่รอดด้วยตนเองในอนาคต
พฤติกรรมเหล่านี้ นอกเหนือจากเพื่อสร้างความรู้สึกพึ่งพิงตนเอง และมีอำนาจกำหนดชีวิตของตัวเองได้แล้ว
ยังเป็นการใช้กลไกป้องกันตัววิธีหนึ่ง นั่นคือปฏิเสธความอ่อนแอ ความช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
เนื่องด้วยความอ่อนแอ เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการหลีกหนีและยอมรับไม่ได้มากที่สุด
โดยพยายามผันตัวเองให้ห่างไกลจากความอ่อนแอทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำเสียง
การขอความช่วยเหลือ ตลอดจนท่าทีที่บ่งบอกถึงความอ่อนแอ ดังนั้น บ่อยครั้งที่พฤติกรรมของข้าพเจ้าออกมาในรูปของความก้าวร้าว
ความเย่อหยิ่ง ความไม่สนใจ และไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น ซึ่งบัดนี้ข้าพเจ้าได้รับรู้ด้วยความเจ็บปวดแล้วว่า
พฤติกรรมแข็งกร้าวต่างๆ เหล่านี้ เป็นเพียงภาพมายาที่ข้าพเจ้าสร้างขึ้นมา
เพื่อปกปิดความเปราะบางทั้งปวงของตนเอง เหมือนกระดองที่แข็งแกร่งของเต่า
ใช้ห่อหุ้มและเป็นที่หลบภัยของตัวเต่าที่อ่อนนุ่ม แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องแบกกระดองที่มีน้ำหนักมากนี้
ติดตัวตลอดไป  |