...จากความกลัว
สงสัยลังเล สู่ความกล้าหาญ ศรัทธา
เรื่อง ความกลัว คิดสงสัยลังเล สำหรับคนลักษณ์
6 มีตัวอย่างว่า บางเวลา สามารถเรียกความกล้าหาญขึ้นมา และเมื่อเกิดความกล้าหาญขึ้นมาจริงๆ
ความกลัวก็หายไป เมื่ออาศัยความศรัทธา แล้วความสงสัยลังเลก็ระงับไป บทความนี้เป็นประสบการณ์ชีวิตจริงของคนลักษณ์
6 ที่มีเกี่ยวกับความกลัว ความลังเล แล้วได้พบจุดเปลี่ยนมาเป็นศรัทธา ความกล้าหาญได้อย่างไร
? บทความนี้ คือ สิ่งที่คนลักษณ์ 6 เล่าประวัติของตนเอง
สำหรับชีวิตของผมเอง ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง ปลอดภัย
แต่เมื่อต้องแปลออกมาเป็นภาษาพูดแล้วมันถูกแปลไปเป็นเรื่องของ คุณค่า
คือเมื่อจะต้องคิด หรือตัดสินใจสักอย่าง เรื่องนั้นจะต้องมีคุณค่า สำหรับชีวิตของผมเองตั้งแต่จำความได้จนถึงปัจจุบันนี้
ชีวิตมีการตั้งคำถามและตรวจสอบเส้นทางชีวิตของตนเองอยู่ตลอดเวลา ว่าตนเองเป็นอย่างไร
ทำอะไร ? แล้วมันดีหรือไม่ดีอย่างไร ? แต่เนื้อแท้ของคำถามแล้วผมพบว่ามันกลับเป็นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของตนเองตลอดเวลาเช่นกัน
ส่วนที่ว่ามันเกี่ยวข้องกับความกล้าหาญ ความศรัทธานั้น ผมคิดว่าเป็นช่วง
3-5 ปีนี้เอง ที่ผมตัดสินใจมาใช้ชีวิตนักบวช ผมจำได้ว่า ตอนที่ผมเรียนจบใหม่ๆ
ผมอยากทำงานในต่างจังหวัด เพราะรู้สึกว่ามันเป็นความคิด และกิจกรรมที่มีคุณค่า
ด้านหนึ่งเป็นเพราะประสบการณ์ในสมัยเป็นนักศึกษา มีกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา
ผมมีโอกาสเข้าไปสัมผัสและคลุกคลีกับกิจกรรม ความรู้สึกในเวลานั้นคือ
มันเป็นอุดมการณ์ที่ดี ที่เราน่าจะเป็นคนหนึ่งที่อุทิศตนเพื่อสังคม
นั่นเป็นโลกของอุดมคติ
แต่ในโลกของความเป็นจริง เมื่อเรียนจบและสมัครเข้าทำงาน ผมไปสมัครทำงานกับอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
เพื่อทำงานในพื้นที่ตามอุดมคติ ผมทำอยู่ 4 เดือน ก็เริ่มเห็นอะไรบางอย่าง
ผมเริ่มสงสัยในตนเองว่า จะไปไหวหรือ? ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยอื่นเข้ามาด้วยคือ
ความวิตกกังวลของแม่ และพี่น้องที่บ้าน ที่สำคัญผมเองกลับไปแบกรับความวิตกกังวลของทุกคนมาไว้ด้วย
สุดท้ายความวิตก ความกลัวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ผมตัดสินใจยุติกิจกรรมนั้นอีก
นี่เองที่ทำให้ผมเริ่มรู้จักตนเองเพิ่มขึ้นว่า ผมไม่ได้มีความศรัทธาต่อสิ่งนั้นจริง
ๆ และแท้จริง คือ ผมไม่กล้า
ประสบการณ์ เรื่องในการตัดสินใจทำกิจกรรมในครั้งนั้นกลับมาอีกครั้ง
เมื่อผมต้องตัดสินใจ และตัดสินใจจะใช้ชีวิตในรูปแบบนักบวช แต่ความรู้สึกกลับตรงกันข้ามกับครั้งนั้น
ผมสามารถให้คำอธิบายกับตนเองได้ชัดเจนขึ้นบ้างว่า ระหว่างความศรัทธาจริง
กับ ศรัทธาที่คิดนึกต่างกันอย่างไร ก่อนหน้านี้ผมเองมีความสนใจเรื่องธรรมะอยู่ระดับหนึ่ง
แต่ก็มองไม่ออกว่าชีวิตในรูปแบบนักบวชจะให้อะไรกับผมได้ ถึงผมจะคุ้นเคยกับภาพพระภิกษุบิณฑบาต
สวดมนต์ ผมรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่ก็ไม่มีความรู้สึกว่าศรัทธา
ซึ่งผมมีความคิดว่าเวลานั้นความศรัทธาผมคงยังไม่เติบโต ผมจึงมองไม่เห็นความดีงามนั้นชัดเจน
แต่ภาพนั้นก็ยังคงสว่างอยู่ในใจ พร้อมกับชีวิตประจำวันที่ต้องออกไปพบกับผู้คน
ชีวิตที่มีโอกาสได้เรียนรู้จักนพลักษณ์ ชีวิตที่มีโอกาสพบกับพระอาจารย์สันติกโร
ประสบการณ์เหล่านี้เมื่อถึงจังหวะหนึ่ง มันสร้างคำถามใหม่ให้กับตนเองว่า "ถ้าผมเป็นพระภิกษุขึ้นมา
การทำงานกับชีวิตนักบวชของผมจะอยู่ตรงไหนจึงจะสมดุล ?" ตรงนี้เคยนั่งย้อนรำลึกดู
ผมเพิ่งพบว่า คำถามนี้ผมก้าวข้ามความลังเลสงสัย ในเรื่องการเป็นนักบวชว่าดีหรือไม่ดี
? มั่นคงหรือไม่มั่นคง ? นี้หมายถึงผมก้าวข้ามความสงสัย ความลังเล หรือความกลัวไปในขั้นตอนนี้ได้แล้ว
ผมเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า คุณค่าของชีวิตนักบวช และการอุทิศตนมันคืออะไร
และอยู่ตรงไหน? เพราะสมัยที่ผมเป็นนักข่าว นักวิจัย ฯลฯ บางครั้งผมรู้สึกว่ามันไม่ได้สนุก
บางวันไม่ได้มีความสุขกับงานประจำวันอย่างแท้จริง จริงอยู่เมื่อผมต้องทำงานวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
แน่นอนผมต้องทุ่มเทพลังงาน ทุ่มเทสติปัญญา ทุ่มเทใจให้กับงานนั้นทั้งหมด
เพื่อที่จะสร้างผลงานชิ้นนั้น ที่สำคัญต้องผ่านกระบวนการตัดสินใจ เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจดำเนินการ
มันก็จะเกิดความลังเลขึ้นมา แต่เมื่อผมต้องตัดสินใจมาบวช ผมรู้สึกว่าความรู้สึกกลัว
และความลังเลน้อยกว่าเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญสักเรื่อง
ถึงแม้บางขณะจะมีคำถามขึ้นมารบกวนบ้างว่า "แน่ใจแล้วหรือที่จะมาใช้ชีวิตรูปแบบนี้
?" มันรบกวนบ้าง แต่มันทำอะไรผมไม่ได้มากนัก
ผมเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า คุณค่าของชีวิตนักบวช และการอุทิศตนมันคืออะไร
และอยู่ตรงไหน? เพราะสมัยที่ผมเป็นนักข่าว นักวิจัย ฯลฯ บางครั้งผมรู้สึกว่ามันไม่ได้สนุกบางวันไม่ได้มีความสุขกับงานประจำวันอย่างแท้จริง
จริงอยู่เมื่อผมต้องทำงานวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แน่นอนผมต้องทุ่มเทพลังงาน
ทุ่มเทสติปัญญาทุ่มเทใจให้กับงานนั้นทั้งหมด เพื่อที่จะสร้างผลงานชิ้นนั้น
ที่สำคัญต้องผ่านกระบวนการตัดสินใจ เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจดำเนินการ
มันก็จะเกิดความลังเลขึ้นมา แต่เมื่อผมต้องตัดสินใจมาบวช ผมรู้สึกว่าความรู้สึกกลัว
และความลังเลน้อยกว่าเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญสักเรื่อง
ถึงแม้บางขณะจะมีคำถามขึ้นมารบกวนบ้างว่า "แน่ใจแล้วหรือที่จะมาใช้ชีวิตรูปแบบนี้
?" มันรบกวนบ้าง แต่มันทำอะไรผมไม่ได้มากนัก
โยมแม่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของผม ภาพโยมแม่ที่ร้องไห้เมื่อผมบอกว่า "ผมยังไม่สึก
ยังอยากบวชต่อ" ท่านฟูมฟายมาก ถึงแม้จะรู้สึกเศร้ากับภาพนั้น
แต่ผมมีเหตุผลของตนเองว่า เหตุใดผมจึงไม่ตามใจโยมแม่ก็คือ ถ้าผมสึก
มันไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย ผมรักโยมแม่ แต่ผมไม่คิดว่าการตามใจโยมแม่
โดยละทิ้งสิ่งทีผมเชื่อศรัทธานั้น จะเป็นคำตอบ เมื่อได้เล่าเรื่องราวของตนเองนี้ให้พระอาจารย์สันติกโรทราบ
ท่านได้กรุณาให้ข้อคิดต่อการให้เหตุผลของผมตรงนี้ว่า สำหรับบางเรื่อง
อาจไม่มีเหตุผลมากนัก แต่คนศูนย์หัวมักจะชอบอธิบายให้เป็นเหตุเป็นผล
แต่สำหรับเรื่องความศรัทธาบางครั้งไม่ต้องการเหตุผล เป็นความเชื่อใจภายในซึ่งสำคัญกว่าเหตุผล
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้รับจดหมายจากทางบ้านแจ้งข่าวว่าแม่ของผมทุกข์มาก
นับตั้งแต่เมื่อท่านกลับจากไปเยี่ยมผมในวัดป่าที่ผมจำพรรษาอยู่ เมื่อผมอ่านรายละเอียดนั้นแล้ว
รู้สึกร้อนใจมาก มีคำถามวนเวียนในใจตลอดเวลาว่า จะทำอย่างไรดีกับปัญหานี้
แล้วจากนั้นผมก็พยายามหาทางออกให้กับคำถามนี้มากมาย วิธีการช่องทางต่างๆ
หลั่งไหลเข้ามาเพื่อสนับสนุนให้สามารถจบลงได้ด้วยการรักษาชีวิตนักบวชเอาไว้ให้ได้
กับชีวิตนักบวชที่ผมเคยมีทัศนะว่า "ไม่มีอนาคต ไม่มั่นคง" ผมรู้สึกเจ็บปวดกับความลำบากใจตรงนั้นมาก
แต่ก็แปลกที่ความตั้งใจที่จะยืนหยัดมันมาจากไหน โชคดีที่ญาติพี่น้องเพื่อนบางคนเข้าใจและคอยช่วยเหลือ
ทำให้ผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ ขอบคุณ
ช่วงเวลาที่ยังจมอยู่กับความวิตกกังวล จินตนาการที่ดูเหมือนว่ามันรุนแรง
ร้ายแรง ความรู้สึกจะตระหนกและสับสนมาก แต่เมื่อผ่านสถานการณ์เหล่านั้นมาแล้ว
รู้สึกว่าอะไรต่างๆ เริ่มคลี่คลายแล้ว ผมก็เริ่มมองเห็นว่า จริงๆ แล้ว
เราก็สามารถอยู่กับมันได้นี่ ! ผมจึงได้รับบทเรียนสอนกับตนเองว่า
อย่าคิดไกล ถ้าเรารู้สึกมีสุข หรือพอใจ ก็จงพอใจกับวันนี้ อะไรที่ยังมาไม่ถึงก็อย่าไปแสวงหามาให้เกิดทุกข์
ข้อคิดสำหรับตัวผม คือ ผมมักไปกลัวล่วงหน้าว่าชีวิตข้างหน้าจะไม่ปลอดภัย
ไม่มั่นคง จึงทำให้ชีวิตวันนี้ไม่มั่นคงปลอดภัย
ซึ่งจากประสบการณ์ตรงนี้ ท่านสันติกโรได้แนะนำว่า ผมเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นแล้วว่า
หากคนลักษณ์ ๖ แก้ปัญหาด้วยเหตุผลปัญหานั้นก็ไม่จบ เพราะจะต้องหาเหตุผลต่อเนื่องไปไม่มีวันจบ
บางครั้งเหตุผลไม่สามารถแก้ปัญหาบางเรื่องได้ โดยเฉพาะกรณี "เหตุผล" สู้กับ "เหตุผล" สำหรับในกรณีของผมนี้
ท่านบอกว่าได้มีความชัดเจนแล้ว ก็คือว่าผมได้พบกับความแน่ใจบางอย่างในตัวเองที่ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล
อธิบายได้ว่าการอ้างอิงบุคคลใดไม่ว่าจะเป็น พระอาจารย์สันติกโรเอง แม่
ฯลฯ ล้วนไม่สามารถให้ความแน่นอนกับผมได้ แต่มันอยู่ที่ความพอใจ พอดี
กับสิ่งนั้น ผมก็มีความสุขได้ ความหมายก็คือ ความศรัทธา นั่นเอง และจากความศรัทธาผมก็จะพบความกล้าหาญ
แน่นอนว่าเวลาที่ต้องพยายามอธิบายเรื่องนี้ เราอาจเอาเหตุผลต่าง ๆ นา
ๆ ขึ้นมาใช้ เพราะเป็นความถนัดเฉพาะตนของลักษณ์นี้ แต่ความสำคัญในกรณีเช่นนี้ไม่ได้อยู่ที่เหตุผล
และความแน่ใจ ความศรัทธา ความพอใจ ความพอดีตรงนี้ที่ตัวเอง เป็นเรื่องที่เราต้องคอยรักษาและหมั่นสร้างสม  |