เสี้ยวหนึ่งในชีวิตคน 6
…ชัยยธารา
 
         
 
บทความจากผู้เคยร่วมอบรมนพลักษณ์
ประสพการณ์แรก
ประสพการณ์คน 7
ค้นพบตนเอง
รำลึกนพลักษณ์
ก็มันยากจะเข้าใจ
นพลักษณ์กับการปฏิบัติธรรม
ความรู้สึกที่ปิดเปิดได้
สิ่งที่ได้จากการอบรมนพลักษณ์
ทุกข์และสุขของคน 5
ชีวิตที่หนักอึ้ง
ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของข้าพเจ้า
นพลักษณ์กับการเรียนรู้
ตัวฉัน กับความเป็นคน 1
เสี้ยวหนึ่งในชีวิตคน 6
วิถีคนแปด
"เมื่อการนับเริ่มต้นเริงรำ"
ความอิจฉาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต
ในวันที่ลืมตาตื่น
ปฏิบัติภาวนา กับ ลักษณ์เก้า
ให้…แบบไม่มีตัวตน
เพียงจุดเริ่มต้น
ขอบคุณสำหรับเวบดีๆ อย่างนี้
ลังเล
วิถีการเรียนรู้ วิถีสู่สามัญ
สตรีหมายเลข 1
ครั้งหนึ่งเมื่อฉันถูกขัดใจอย่างมาก
วิธีการปรับปรุงตัวเองเมื่อเกิดความทุกข
ประสบการณ์การเรียนรู้จักตนเองของคน “7”
 
       
   

...จากความกลัว สงสัยลังเล สู่ความกล้าหาญ ศรัทธา

เรื่อง ความกลัว คิดสงสัยลังเล สำหรับคนลักษณ์ 6 มีตัวอย่างว่า บางเวลา สามารถเรียกความกล้าหาญขึ้นมา และเมื่อเกิดความกล้าหาญขึ้นมาจริงๆ ความกลัวก็หายไป เมื่ออาศัยความศรัทธา แล้วความสงสัยลังเลก็ระงับไป บทความนี้เป็นประสบการณ์ชีวิตจริงของคนลักษณ์ 6 ที่มีเกี่ยวกับความกลัว ความลังเล แล้วได้พบจุดเปลี่ยนมาเป็นศรัทธา ความกล้าหาญได้อย่างไร ? บทความนี้ คือ สิ่งที่คนลักษณ์ 6 เล่าประวัติของตนเอง

สำหรับชีวิตของผมเอง ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง ปลอดภัย แต่เมื่อต้องแปลออกมาเป็นภาษาพูดแล้วมันถูกแปลไปเป็นเรื่องของ “คุณค่า” คือเมื่อจะต้องคิด หรือตัดสินใจสักอย่าง เรื่องนั้นจะต้องมีคุณค่า สำหรับชีวิตของผมเองตั้งแต่จำความได้จนถึงปัจจุบันนี้ ชีวิตมีการตั้งคำถามและตรวจสอบเส้นทางชีวิตของตนเองอยู่ตลอดเวลา ว่าตนเองเป็นอย่างไร ทำอะไร ? แล้วมันดีหรือไม่ดีอย่างไร ? แต่เนื้อแท้ของคำถามแล้วผมพบว่ามันกลับเป็นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของตนเองตลอดเวลาเช่นกัน ส่วนที่ว่ามันเกี่ยวข้องกับความกล้าหาญ ความศรัทธานั้น ผมคิดว่าเป็นช่วง 3-5 ปีนี้เอง ที่ผมตัดสินใจมาใช้ชีวิตนักบวช ผมจำได้ว่า ตอนที่ผมเรียนจบใหม่ๆ ผมอยากทำงานในต่างจังหวัด เพราะรู้สึกว่ามันเป็นความคิด และกิจกรรมที่มีคุณค่า ด้านหนึ่งเป็นเพราะประสบการณ์ในสมัยเป็นนักศึกษา มีกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา ผมมีโอกาสเข้าไปสัมผัสและคลุกคลีกับกิจกรรม ความรู้สึกในเวลานั้นคือ มันเป็นอุดมการณ์ที่ดี ที่เราน่าจะเป็นคนหนึ่งที่อุทิศตนเพื่อสังคม นั่นเป็นโลกของอุดมคติ

แต่ในโลกของความเป็นจริง เมื่อเรียนจบและสมัครเข้าทำงาน ผมไปสมัครทำงานกับอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เพื่อทำงานในพื้นที่ตามอุดมคติ ผมทำอยู่ 4 เดือน ก็เริ่มเห็นอะไรบางอย่าง ผมเริ่มสงสัยในตนเองว่า จะไปไหวหรือ? ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยอื่นเข้ามาด้วยคือ ความวิตกกังวลของแม่ และพี่น้องที่บ้าน ที่สำคัญผมเองกลับไปแบกรับความวิตกกังวลของทุกคนมาไว้ด้วย สุดท้ายความวิตก ความกลัวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ผมตัดสินใจยุติกิจกรรมนั้นอีก นี่เองที่ทำให้ผมเริ่มรู้จักตนเองเพิ่มขึ้นว่า ผมไม่ได้มีความศรัทธาต่อสิ่งนั้นจริง ๆ และแท้จริง คือ ผมไม่กล้า

ประสบการณ์ เรื่องในการตัดสินใจทำกิจกรรมในครั้งนั้นกลับมาอีกครั้ง เมื่อผมต้องตัดสินใจ และตัดสินใจจะใช้ชีวิตในรูปแบบนักบวช แต่ความรู้สึกกลับตรงกันข้ามกับครั้งนั้น ผมสามารถให้คำอธิบายกับตนเองได้ชัดเจนขึ้นบ้างว่า ระหว่างความศรัทธาจริง กับ ศรัทธาที่คิดนึกต่างกันอย่างไร ก่อนหน้านี้ผมเองมีความสนใจเรื่องธรรมะอยู่ระดับหนึ่ง แต่ก็มองไม่ออกว่าชีวิตในรูปแบบนักบวชจะให้อะไรกับผมได้ ถึงผมจะคุ้นเคยกับภาพพระภิกษุบิณฑบาต สวดมนต์ ผมรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่ก็ไม่มีความรู้สึกว่าศรัทธา ซึ่งผมมีความคิดว่าเวลานั้นความศรัทธาผมคงยังไม่เติบโต ผมจึงมองไม่เห็นความดีงามนั้นชัดเจน แต่ภาพนั้นก็ยังคงสว่างอยู่ในใจ พร้อมกับชีวิตประจำวันที่ต้องออกไปพบกับผู้คน ชีวิตที่มีโอกาสได้เรียนรู้จักนพลักษณ์ ชีวิตที่มีโอกาสพบกับพระอาจารย์สันติกโร ประสบการณ์เหล่านี้เมื่อถึงจังหวะหนึ่ง มันสร้างคำถามใหม่ให้กับตนเองว่า "ถ้าผมเป็นพระภิกษุขึ้นมา การทำงานกับชีวิตนักบวชของผมจะอยู่ตรงไหนจึงจะสมดุล ?" ตรงนี้เคยนั่งย้อนรำลึกดู ผมเพิ่งพบว่า คำถามนี้ผมก้าวข้ามความลังเลสงสัย ในเรื่องการเป็นนักบวชว่าดีหรือไม่ดี ? มั่นคงหรือไม่มั่นคง ? นี้หมายถึงผมก้าวข้ามความสงสัย ความลังเล หรือความกลัวไปในขั้นตอนนี้ได้แล้ว

ผมเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า คุณค่าของชีวิตนักบวช และการอุทิศตนมันคืออะไร และอยู่ตรงไหน? เพราะสมัยที่ผมเป็นนักข่าว นักวิจัย ฯลฯ บางครั้งผมรู้สึกว่ามันไม่ได้สนุก บางวันไม่ได้มีความสุขกับงานประจำวันอย่างแท้จริง จริงอยู่เมื่อผมต้องทำงานวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แน่นอนผมต้องทุ่มเทพลังงาน ทุ่มเทสติปัญญา ทุ่มเทใจให้กับงานนั้นทั้งหมด เพื่อที่จะสร้างผลงานชิ้นนั้น ที่สำคัญต้องผ่านกระบวนการตัดสินใจ เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจดำเนินการ มันก็จะเกิดความลังเลขึ้นมา แต่เมื่อผมต้องตัดสินใจมาบวช ผมรู้สึกว่าความรู้สึกกลัว และความลังเลน้อยกว่าเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญสักเรื่อง ถึงแม้บางขณะจะมีคำถามขึ้นมารบกวนบ้างว่า "แน่ใจแล้วหรือที่จะมาใช้ชีวิตรูปแบบนี้ ?" มันรบกวนบ้าง แต่มันทำอะไรผมไม่ได้มากนัก

ผมเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า คุณค่าของชีวิตนักบวช และการอุทิศตนมันคืออะไร และอยู่ตรงไหน? เพราะสมัยที่ผมเป็นนักข่าว นักวิจัย ฯลฯ บางครั้งผมรู้สึกว่ามันไม่ได้สนุกบางวันไม่ได้มีความสุขกับงานประจำวันอย่างแท้จริง จริงอยู่เมื่อผมต้องทำงานวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แน่นอนผมต้องทุ่มเทพลังงาน ทุ่มเทสติปัญญาทุ่มเทใจให้กับงานนั้นทั้งหมด เพื่อที่จะสร้างผลงานชิ้นนั้น ที่สำคัญต้องผ่านกระบวนการตัดสินใจ เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจดำเนินการ มันก็จะเกิดความลังเลขึ้นมา แต่เมื่อผมต้องตัดสินใจมาบวช ผมรู้สึกว่าความรู้สึกกลัว และความลังเลน้อยกว่าเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญสักเรื่อง ถึงแม้บางขณะจะมีคำถามขึ้นมารบกวนบ้างว่า "แน่ใจแล้วหรือที่จะมาใช้ชีวิตรูปแบบนี้ ?" มันรบกวนบ้าง แต่มันทำอะไรผมไม่ได้มากนัก

โยมแม่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของผม ภาพโยมแม่ที่ร้องไห้เมื่อผมบอกว่า "ผมยังไม่สึก ยังอยากบวชต่อ" ท่านฟูมฟายมาก ถึงแม้จะรู้สึกเศร้ากับภาพนั้น แต่ผมมีเหตุผลของตนเองว่า เหตุใดผมจึงไม่ตามใจโยมแม่ก็คือ ถ้าผมสึก มันไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย ผมรักโยมแม่ แต่ผมไม่คิดว่าการตามใจโยมแม่ โดยละทิ้งสิ่งทีผมเชื่อศรัทธานั้น จะเป็นคำตอบ เมื่อได้เล่าเรื่องราวของตนเองนี้ให้พระอาจารย์สันติกโรทราบ ท่านได้กรุณาให้ข้อคิดต่อการให้เหตุผลของผมตรงนี้ว่า สำหรับบางเรื่อง อาจไม่มีเหตุผลมากนัก แต่คนศูนย์หัวมักจะชอบอธิบายให้เป็นเหตุเป็นผล แต่สำหรับเรื่องความศรัทธาบางครั้งไม่ต้องการเหตุผล เป็นความเชื่อใจภายในซึ่งสำคัญกว่าเหตุผล

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้รับจดหมายจากทางบ้านแจ้งข่าวว่าแม่ของผมทุกข์มาก นับตั้งแต่เมื่อท่านกลับจากไปเยี่ยมผมในวัดป่าที่ผมจำพรรษาอยู่ เมื่อผมอ่านรายละเอียดนั้นแล้ว รู้สึกร้อนใจมาก มีคำถามวนเวียนในใจตลอดเวลาว่า “จะทำอย่างไรดีกับปัญหานี้” แล้วจากนั้นผมก็พยายามหาทางออกให้กับคำถามนี้มากมาย วิธีการช่องทางต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาเพื่อสนับสนุนให้สามารถจบลงได้ด้วยการรักษาชีวิตนักบวชเอาไว้ให้ได้ กับชีวิตนักบวชที่ผมเคยมีทัศนะว่า "ไม่มีอนาคต ไม่มั่นคง" ผมรู้สึกเจ็บปวดกับความลำบากใจตรงนั้นมาก แต่ก็แปลกที่ความตั้งใจที่จะยืนหยัดมันมาจากไหน โชคดีที่ญาติพี่น้องเพื่อนบางคนเข้าใจและคอยช่วยเหลือ ทำให้ผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ ขอบคุณ

ช่วงเวลาที่ยังจมอยู่กับความวิตกกังวล จินตนาการที่ดูเหมือนว่ามันรุนแรง ร้ายแรง ความรู้สึกจะตระหนกและสับสนมาก แต่เมื่อผ่านสถานการณ์เหล่านั้นมาแล้ว รู้สึกว่าอะไรต่างๆ เริ่มคลี่คลายแล้ว ผมก็เริ่มมองเห็นว่า “จริงๆ แล้ว เราก็สามารถอยู่กับมันได้นี่ ! “ ผมจึงได้รับบทเรียนสอนกับตนเองว่า “อย่าคิดไกล” ถ้าเรารู้สึกมีสุข หรือพอใจ ก็จงพอใจกับวันนี้ อะไรที่ยังมาไม่ถึงก็อย่าไปแสวงหามาให้เกิดทุกข์ ข้อคิดสำหรับตัวผม คือ ผมมักไปกลัวล่วงหน้าว่าชีวิตข้างหน้าจะไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง จึงทำให้ชีวิตวันนี้ไม่มั่นคงปลอดภัย

ซึ่งจากประสบการณ์ตรงนี้ ท่านสันติกโรได้แนะนำว่า ผมเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นแล้วว่า หากคนลักษณ์ ๖ แก้ปัญหาด้วยเหตุผลปัญหานั้นก็ไม่จบ เพราะจะต้องหาเหตุผลต่อเนื่องไปไม่มีวันจบ บางครั้งเหตุผลไม่สามารถแก้ปัญหาบางเรื่องได้ โดยเฉพาะกรณี "เหตุผล" สู้กับ "เหตุผล" สำหรับในกรณีของผมนี้ ท่านบอกว่าได้มีความชัดเจนแล้ว ก็คือว่าผมได้พบกับความแน่ใจบางอย่างในตัวเองที่ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล อธิบายได้ว่าการอ้างอิงบุคคลใดไม่ว่าจะเป็น พระอาจารย์สันติกโรเอง แม่ ฯลฯ ล้วนไม่สามารถให้ความแน่นอนกับผมได้ แต่มันอยู่ที่ความพอใจ พอดี กับสิ่งนั้น ผมก็มีความสุขได้ ความหมายก็คือ “ความศรัทธา” นั่นเอง และจากความศรัทธาผมก็จะพบความกล้าหาญ

แน่นอนว่าเวลาที่ต้องพยายามอธิบายเรื่องนี้ เราอาจเอาเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ ขึ้นมาใช้ เพราะเป็นความถนัดเฉพาะตนของลักษณ์นี้ แต่ความสำคัญในกรณีเช่นนี้ไม่ได้อยู่ที่เหตุผล และความแน่ใจ ความศรัทธา ความพอใจ ความพอดีตรงนี้ที่ตัวเอง เป็นเรื่องที่เราต้องคอยรักษาและหมั่นสร้างสม
   
         
           
           
@ Copyright 2006 THAI ENNEAGRAM ASSOCIATION