เธอช่างจินตนาการ
แล้วก็กลัวโน่น กลัวนี่ แบบนี้ เราว่านะ เธอคงเป็นลักษณ์ 6 แน่ๆเลย เพื่อนร่วมงานบอกกับฉัน ฟังแล้วก็ให้งง อะไรหรือลักษณ์๖ แล้วลักษณ์นี้มันเป็นอย่างไร
แล้วก็ได้รู้ว่าที่ทำงานของฉันมีพี่ ๆ เพื่อน ๆ อยู่หลายคนที่อบรมนพลักษณ์
พอได้ฟังเขาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด หรือประสบการณ์ก็ดูน่าสนใจ แต่สำหรับฉันแล้ว
ใจหนึ่งก็รู้สึกว่าน่าสนใจที่จะลองศึกษาดูว่านพลักษณ์เป็นอย่างไร แต่อีกใจหนึ่ง
ก็รู้สึกลังเล ไม่รู้ว่าศึกษาไปแล้ว เราจะได้อะไร แล้วเอามาปรับใช้อย่างไร
แล้วถ้าเริ่มศึกษาเบื้องต้นไปแล้ว เกิดสนใจจะไปศึกษาศาสตร์นี้เพิ่มเติมจากที่ไหน
พอคิด ๆ ไปแล้วก็รู้สึก โอ้โห! ดูท่าทางว่าจะต้องศึกษากันอีกนาน ก็เลยเกิดความคิดว่า
สงสัยเราคงศึกษาแบบต่อเนื่องอย่างนี้ไม่ไหว ก็เลยไม่สนใจไปอบรมดีกว่า
ทั้ง ๆ ที่เขาจัดอบรมกัน หลายครั้ง หลายหน
จนปลายเดือนที่ผ่านมา มีโอกาสได้ตามทีมพี่เลี้ยง ที่จะไปอบรมนพลักษณ์ ที่วัดทุ่งไผ่
จ.ชุมพร ขนาดไปกับทีมพี่เลี้ยง ตัวเราเองก็ยังคิดว่า คงไม่เข้าอบรมหรือเข้าร่วมกิจกรรมบ้างก็คงพอ
เพราะคิดว่าเรารู้แล้วว่าเราอยู่ลักษณ์ไหน แต่มาทบทวนดูลึกๆ ในใจเราคงเป็นความรู้สึกกลัว
กลัวการเดินทาง กลัวการเข้าร่วมอบรม เพราะตอนพี่เขาชวน ก็ตอบว่าไปโดยไม่คิดอะไรเพราะอยากหนีปัญหาที่เจออยู่
แต่พอตอบไปแล้วนี่สิ ก็ยังเกิดความคิดลังเลว่า จะไปดีหรือ ระหว่างที่ลังเล ก็คิดเตรียมตัวไปด้วยว่าถ้าจะไปต้องเตรียมข้าวของอะไรบ้าง
แต่ความคิดว่า จะไปดีหรือ ก็มีอยู่ในหัวตลอด ก็เลยต้องรีบไปจองตั๋วรถไฟไว้ คิดว่าถ้าไม่ได้จองตั๋วไว้ก็คงมีอันต้องหาเหตุเปลี่ยนใจแน่
ๆ จนกระทั่งขึ้นรถไฟแล้ว รถออกแล้ว ถึงจะบอกตัวเองว่า เออ! นี่เราเริ่มเดินทางแล้วนะ
พอผ่านความคิดนี้ไป ก็เริ่มมีความคิดจินตนาการ ถึงข้างหน้าอีกว่า เราจะไปถึงกี่โมง
สถานที่เป็นอย่างไร คิดไปเรื่อยอีกมากมาย
พอไปถึงก็พบว่า มีผู้คนสนใจมาเข้าร่วมอบรมมากพอสมควร ก็เกิดความคิดขึ้นมาใหม่ว่าไหน
ๆ ก็มาแล้ว แถมมากับทีมพี่เลี้ยงอีกต่างหาก ถึงจะรู้ว่าอยู่ลักษณ์ไหนก็เถอะ เผื่อว่าผ่านการอบรมแล้วเราอาจจะไม่ใช่ลักษณ์๖
ก็ได้ แล้วถ้าเราเป็นลักษณ์๖ โดยได้ผ่านกระบวนการ อบรมมาแล้วก็รู้สึกว่า
เกิดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจของเรา ว่าเราเป็นลักษณ์นี้ใช่แล้ว เพราะเราจะรู้สึกว่ากระบวนการอบรม
เหมือนเป็นเกณฑ์อย่างหนึ่งที่มีความน่าเชื่อถือ นั่นก็คือเรากำลังหาเหตุผลมาตอบความกลัวของตัวเองว่า คิดถูกแล้ว ทั้งที่จริงๆ แล้วการได้ลักษณ์มาจากการศึกษาด้วยตนเองหรือผ่านกระบวนการอบรมก็ไม่ต่างกัน
คนที่จะบอกได้ว่าคุณเป็นลักษณ์ไหนก็ตัวคุณเองนั่นแหละ กระบวนการอบรมก็เป็นเพียงช่วยเสริมให้เห็นภาพของแต่ละลักษณ์ชัดขึ้นเวลาได้ฟังความคิดของคนที่อยู่ในลักษณ์เดียวกันก็เหมือนภาพสะท้อนให้เราเห็นตัวเองมากขึ้น
และได้เห็นความแตกต่าง ความคิดของคนลักษณ์อื่น ๆ ด้วย
หลังจากอบรมกลับมาก็ได้มานั่งคิดทบทวนและย้อนดูพฤติกรรมของตัวเองที่ผ่านมาก็จะเห็น
อย่างเรื่องที่เล่ามา คุณมัวแต่คิด ลังเล สงสัย แล้วก็กลัวว่าศึกษาแล้วจะได้อะไร
หลังจากนั้นก็หาเหตุผลมาประกอบความกลัวของตัวเองว่า ศึกษาแบบไม่เห็นว่าปลายทางจะไปทางไหนดูไม่สิ้นสุด
ก็เลยกลัวขึ้นมาแล้วก็คิดว่าทำไม่ได้ สุดท้ายคือคุณไม่ลองไปอบรม คุณก็ไม่ได้ความรู้หรือประสบการณ์อะไรใหม่
ๆ อย่างนพลักษณ์นี่ ถ้าลองไปอบรมหรือศึกษาดูตั้งแต่ปี 2 ปี ที่ผ่านมาคงได้อะไรมากกว่านี้โดยที่ตัวเองได้เข้าไปสัมผัสเอง
ไม่ใช่คอยถามจากคนอื่นว่าเป็นอย่างไร หรือคุณตัดสินใจไปแล้ว ว่าจะไปชุมพร ตั๋วก็จองแล้ว
แต่ก็ยังมีความคิดว่า จะไปดีหรือ อยู่ในหัวตลอดจนกระทั่งรถไฟออกถึงจะเลิกคิด
นี่เป็นสิ่งที่รู้สึกว่าตัวเองต้องพยายามปรับปรุงจากการเรียนรู้ว่าตัวเองเป็นลักษณ์๖
เพราะที่ผ่านมาเวลาที่เราผัดผ่อนที่จะเริ่มต้นเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เราจะมีเหตุผลให้ตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่ากลัวจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ก็อย่าไปทำดีกว่าอยู่เฉยๆ แบบนี้ดีอยู่แล้ว โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยว่ามันทำให้เราขาดโอกาส
ขาดการเรียนรู้ ขาดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับชีวิต
ถ้าคุณมีความคิดลังเล สงสัย กลัวว่าจะทำแบบไหนดีนะ ทำแบบนี้ดีหรือยัง
ทำแล้วจะเป็นอย่างไร คิดไป คิดมา มากๆเข้า ก็กลัวไม่ทำดีกว่า เป็นอย่างนี้ตลอดแทบจะทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องเล็ก
เรื่องใหญ่ ก็ลองศึกษาลักษณ์๖ ดูบ้าง น่าจะดี เผื่อเราจะได้สมาชิกเพิ่มขึ้นอีก
 |