ประสบการณ์การเรียนรู้จักตนเองของคนลักษณ์ “7”
......โดย ฮะ  กุมภาพันธ์ 2549

 
         
 
บทความจากผู้เคยร่วมอบรมนพลักษณ์
ประสพการณ์แรก
ประสพการณ์คน 7
ค้นพบตนเอง
รำลึกนพลักษณ์
ก็มันยากจะเข้าใจ
นพลักษณ์กับการปฏิบัติธรรม
ความรู้สึกที่ปิดเปิดได้
สิ่งที่ได้จากการอบรมนพลักษณ์
ทุกข์และสุขของคน 5
ชีวิตที่หนักอึ้ง
ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของข้าพเจ้า
นพลักษณ์กับการเรียนรู้
ตัวฉัน กับความเป็นคน 1
เสี้ยวหนึ่งในชีวิตคน 6
วิถีคนแปด
"เมื่อการนับเริ่มต้นเริงรำ"
ความอิจฉาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต
ในวันที่ลืมตาตื่น
ปฏิบัติภาวนา กับ ลักษณ์เก้า
ให้…แบบไม่มีตัวตน
เพียงจุดเริ่มต้น
ขอบคุณสำหรับเวบดีๆ อย่างนี้
ลังเล
วิถีการเรียนรู้ วิถีสู่สามัญ
สตรีหมายเลข 1
ครั้งหนึ่งเมื่อฉันถูกขัดใจอย่างมาก
วิธีการปรับปรุงตัวเองเมื่อเกิดความทุกข
ประสบการณ์การเรียนรู้จักตนเองของคน “7”
 
       
   

ในปี พ.ศ. 2544 ข้าพเจ้าได้รับโอกาสสำคัญมากๆในชีวิตก็ว่าได้ จากการที่ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทพา อนุญาตให้เข้าร่วมอบรมนพลักษณ์แทน(ความจริงแล้วท่านผอ.ต้องเข้าอบรมแต่บังเอิญท่านไม่ว่าง)  กับท่านอาจารย์จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ ผู้อำนวยการโครงการวิจัยเด็กไทยระยะยาว ขณะนั้นเป็นระยะเริ่มต้นของการดำเนินโครงการวิจัยในพื้นที่อำเภอเทพา  การอบรมในครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาตนเองของข้าพเจ้าโดยไม่ได้ตั้งใจมากนัก แต่ความไม่ตั้งใจเหล่านี้กระตุกต่อมอารมณ์ความรู้สึกของตนเองหลายประการด้วยกัน ด้วยพลังหรือเสน่ห์ของการอบรมนพลักษณ์ ที่มีความแปลกประหลาด (พิสดาร) กว่าการอบรมไหนๆ จากประสบการณ์เดิมที่เคยเข้าร่วมอบรมมา กล่าวคือไม่สามารถที่จะจดบันทึกรายละเอียดข้อมูลหรือความรู้ที่ได้จากการอบรมเลย แต่ผู้เข้าร่วมอบรมเป็นคนถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีในสมองให้กับทีมผู้อบรมเป็นผู้บันทึกซะเอง โดยรวมแล้วผู้ร่วมอบรมเป็นแหล่งข้อมูลให้กับวิทยากรผู้อบรม ซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการล้วงลึกข้อมูลผู้ร่วมอบรม แน่นอนทายได้เลยกลุ่มวิทยากรน่าจะเป็นนักจิตวิทยา หรือผู้ให้คำปรึกษาระดับแนวหน้าของเมืองไทยก็ว่าได้ ......ของสูงว่างั้นเหอะ

การอบรม 5 วัน นะเหรอ...สุดยอดตนเองรู้สึกไม่เบื่อเลย สนุกแต่ได้สาระโดยเฉพาะกับการเข้าถึงตนเองซึ่งไม่เคยค้นหามาก่อน ช่วงแรกๆ เป็นเรื่องปกติกับการหาตนเองไม่เจอ มีความสับสนเป็นอย่างมากว่าจะอยู่ศูนย์ไหนกันแน่ จากทั้งหมด 3 ศูนย์ (ท้อง หัว ใจ) แต่ที่แน่ๆ คือ เวลาที่โกรธมีอารมณ์รุนแรงมากเหมือนพายุทอร์นาโดก็ว่าได้ (กิจกรรม “ฉันเป็น...” อธิบายตนเอง “ฉันเป็นลม”) ความตั้งใจ (ตั้งใจเป็น) ครั้งแรกคือ ต้องเป็นศูนย์ท้องแน่ๆ  คือ ลักษณ์ 8 มองเห็นแต่เวลาตนเองโกรธ มีอารมณ์และความรู้สึกแต่ไม่ได้มองที่การกระทำ (ลักษณ์ 7 จะเป็นแบบนี้ มองเพียงความคิด แต่ไม่ค่อยได้ทำ) แต่เมื่อผ่านกระบวนการต้องยอมรับว่าทำให้มีความชัดเจนมากขึ้นว่า ตนเองอยู่ศูนย์หัว และเป็นลักษณ์ 7 ความรู้สึกครั้งแรกเลยกับตนเอง รู้สึกดีมากเลยกับตนเอง เป็นคนร่าเริง มองโลกในแง่ดี สรรหาความสุขในตนเอง แต่ไม่ได้มองอีกมุมหนึ่งของตนเองเท่าไหร่นัก เพราะรู้สึกว่ามุมนั้นมันไม่ดียังรับไม่ได้ ไม่ยอมรับ แต่ความรู้สึกลึกๆเลยคือ 7 เป็นลักษณ์ที่เอาแต่ใจตนเองมาก ไม่เห็นใจคนอื่นเลยนะแก ทำเพื่อตนเอง เคยทำอะไรให้คนอื่นบ้าง มีแต่เหตุผลเข้าข้างตนเองว่าตนเองทำดีแล้ว ไม่เคยยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นบ้างเลย (ทำไม 7 มันแย่อย่างนี้...เหอะ) ไม่อยากเป็นเลย ...อยากเป็น 8 ผู้พิทักษ์สิทธิดีกว่า ..แน่ะ..ไม่ยอมรับตนเองหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด

ในวัยเด็ก ลักษณ์ 7 มองโลกอย่างไร

ขณะเขียนก็ยังสับสนว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี ระหว่างมองว่า ทำไมเราไม่มีโอกาส กับ ทำไมเราไม่กล้า เมื่อทบทวนสักครู่ก็ต้องยอมรับว่านี่คือความตะกละ (กิเลส) ของตนเองที่จะขอนำเสนอทั้ง 2 อย่างรวมกันไว้ เสียดาย ...อุตส่าห์มีไว้ในสมอง   อย่างแรกที่มองทำไมเราไม่มีโอกาส คือ มองว่าตอนเด็ก เห็นคนอื่นรวมทั้งพี่ชาย 2 คน เค้าออกไปเล่นนอกบ้านกันได้ (ความจริงแล้วเป็นพี่ชาย 1 คน อีกคนเป็นลูกของพี่สาวที่แยกบ้านออกไปแล้ว มีลูกติดๆ กันเลยให้แม่เลี้ยง) ทำไมเราไม่มีโอกาสไปเล่นอย่างนั้นบ้าง ขณะนั้นสิ่งที่ได้ยินเสมอคือ ผู้หญิงให้อยู่แต่ในบ้าน(โดยเฉพาะผู้หญิงมุสลิม) ห้ามออกนอกบ้านไปเล่น ไม่เหมือนผู้ชายออกไปเล่นได้ เวลาไปไหนมาไหน พ่อก็จะพาแต่พี่ชายไปด้วย จำได้ว่าตอนอายุประมาณ 3-4 ขวบได้ มีอยู่วันหนึ่งเห็นพ่ออาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้านจะไปทำอะไรสักอย่าง หน้าตายิ้ม แววตาสดใส พูดกับแม่และหันมาบอกข้าพเจ้าเหมือนกับจะบอกอะไรสักอย่างจำไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าอยากไปด้วยแล้วพ่อไม่ให้ไป ร้องไห้ออกมางอแงเท่าไหร่ก็ไม่ได้รับความสนใจ ทิ้งไปเฉยๆปล่อยให้เสียใจจำได้ว่านอนปิดหน้าร้องไห้ขณะที่แกออกจากบ้านเพื่อให้พ่อรู้ว่ายังออกไปไม่ได้นะต้องกลับมาให้ความสนใจหรือพูดปลอบใจอะไรก็ได้ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นผิดหวังมาก กะว่าจะร้องไห้จนพ่อกลับมา แต่พอร้องไปสักพักก็หลับไปเลย ตอนนั้นรู้สึกว่าทำไมต้องเกิดมาเป็นผู้หญิง ไม่เป็นผู้ชาย แล้วผู้หญิงนี่มันไปไม่ได้เหรอเพราะอะไร ทำไม..ทำไม....

อีกประการ การมองโลกมุมหนึ่งคือ ทำไมเราไม่กล้า ก็คือ กลัว เป็นความกลัวที่เกิดจากกลัวความผิดหวัง กลัวที่จะได้รับคำตอบที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ที่แท้จริงแล้วไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นที่ไม่ตรงกับตัวเอง ด้วยมุมมองที่ว่า ตัวเองดีแล้ว ถูกต้องแล้วทุกคนต้องยอมรับ หากทุกคนไม่เห็นด้วยแสดงว่า ฉันไม่ดี ฉันผิดไม่ถูกต้อง ไม่มีใครยอมรับนั่นเอง มุมมองด้านนี้ลึกๆ คือความเจ็บปวด จากการให้ค่าสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง ว่าไม่เป็นที่ยอมรับของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เรารัก และคนที่รักเรา จำได้ว่า ตอนเด็กๆ เวลาพูดอะไร ทำอะไร พ่อแม่มักจะบอกว่า อย่าทำแบบนี้นะมันไม่ดี ไม่น่ารัก ถ้าทำแบบนี้อีกไม่พาไปเที่ยวแล้วนะ ให้อยู่ในบ้านไม่ให้ไปเล่นกับเพื่อนนอกบ้าน ที่กลัวที่สุดคือ ถูกตี และถูกขังไว้ในห้องน้ำ เป็นการลงโทษเด็กที่ไม่ดี ซึ่งจะเห็นพี่ชายถูกพ่อตีและขังห้องน้ำ ตัวเองก็เลยกลัวที่จะเป็นแบบพี่ชาย ถูกตัดสินว่าเป็นเด็กไม่ดี และใครๆไม่ชอบ ไม่ยอมรับ (ตอนที่เขียนนี้ก็ยังรู้สึกกลัวและเสียใจน้ำตาเอ่อบริเวณขอบตา) เพราะเป็นคนที่เรารักทั้งสองคน แต่ทำไมเราไม่กล้าที่จะบอกพ่อว่า สาเหตุที่พี่ทำผิดส่วนใหญ่เพราะตามใจน้องสาว(ตัวผู้เขียนเอง) พาน้องออกจากบ้านไม่ดูแลน้อง น้องซน หกล้มเป็นแผล และเสียใจที่ตัวเองไม่บอกกับพ่อ ด้วยความรู้สึกว่ากลัวเป็นคนไม่ดีของพ่อ แต่เป็นคนที่เห็นแก่ตัวมาก เพื่อความสุขของตนเอง ต้องทำให้คนอื่นต้องเจ็บแทนได้ โดยการอ้างเหตุผลให้ตัวเองว่า “เราเป็นน้องพี่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบน้อง” ถามว่าทำไมถึงได้ใช้กลไกเหล่านี้ ด้วยคำพูดที่พ่อแม่ตอกย้ำให้รับรู้ว่า พี่ต้องดูแลน้อง ถ้าไม่ดูแลน้องจะต้องถูกทำโทษ” เป็นคำพูดที่รู้สึกว่า เราต้องอยู่ในการดูแลของคนอื่นเสมอ ไม่ว่าจะถูกหรือผิดขึ้นอยู่กับคนที่ดูแลเรา เป็นสัญญานอันตรายมากๆ หากโตขึ้นแล้วพยายามโทษผิดให้กับผู้อื่น แล้วเอาความดีให้กับตัวเอง เพราะไม่ยอมรับผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นเจ้านายของเราต้องรับผิดชอบแทนเรา เพราะเราไว้วางใจให้เค้าดูแล หากเราผิดเจ้านายก็ผิดด้วย และหากเราถูกก็ต้องยกความดีให้กับเจ้านายด้วยว่า ดูแลเราได้ดีทำให้เราเป็นแบบนี้

มุมมองของการมองโลกในแง่ดี
มองว่าโลกนี้ค่อนข้างน่าค้นหา มีอะไรน่าสนใจในโลกใบนี้มากมายที่เรายังไม่รู้ หากมีโอกาสก็ต้องการเรียนรู้มันทุกเรื่อง (ความตะกละ) ชอบความสนุกสนาน ยิ้มง่าย ไม่อยากให้คนมีความทุกข์ ต้องการให้ทุกคนมีความสุขร่วมกัน ก็เป็นมุมมองที่ค่อนข้างจะเป็นด้านเดียว ฉาบฉวย เมื่อไรที่เริ่มรับรู้กับความรู้สึกที่ตรงกันข้าม ก็จะไม่สนใจ ไม่อยากรู้ ไม่รับรู้ มองข้ามในรายละเอียดบางสิ่งบางอย่างไป ไม่ค่อยใส่ใจอย่างจริงจังลึกซึ้ง เป็นการหลีกเลี่ยงความจริงที่ไม่อยากยอมรับ

ตัวเองค่อนข้างโชคดี จากการที่มีโอกาสหลายๆ โอกาสเข้ามาในชีวิตด้วยกัน เช่น มีโอกาสได้เจอเพื่อนที่ดี แนะนำให้รู้จักกับการทำธุรกิจที่ทำให้สามารถท่องเที่ยวได้ทั่วโลก (ธุรกิจขายฝัน) จึงต้องการเรียนรู้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ พอทำไปได้สักพัก พอรู้ว่าต้องทำงานเหนื่อยอย่างต่อเนื่อง ก็เริ่มที่จะเบื่อ ไม่สนุกกับสิ่งเหล่านี้ ไม่ค่อยอดทนรอคอย ไม่ต้องการทำอีกต่อไป สิ่งที่คน 7 หาเหตุผลให้กับตัวเองคือ ต้องการรู้เพียงว่าธุรกิจนี้ทำอย่างไร ไม่ได้ต้องการว่าจะทำให้สำเร็จ เมื่อรับรู้ว่าตัวเองไม่สนุก ไม่ต้องการทำแล้วก็หลีกเลี่ยงกับคำถามที่ตามมาคือ ใครๆ ก็สามารถทำได้ แต่ทำไมตัวเองทำไม่ได้ (ซึ่งคน 7 มองว่า ความสำเร็จเป็นเพียง ความสามารถในการกระทำ ว่าทำได้หรือไม่ได้เท่านั้น หากทำได้แสดงว่าตนเองมีความสามารถ สิ่งที่ทำทุกคนทำได้ฉันก็ทำได้เช่นกัน) โดยส่วนใหญ่แล้ว คน 7 ชอบคิด ไม่ชอบทำ หากมีการกระทำแล้วมีความคาดหวังว่าต้องดี ต้องเลิศ เป็นตัวอย่างให้คนอื่น จุดประสงค์คือ มาทำต่อสิฉันทำไว้ดีแล้ว เธอไม่ต้องเริ่มต้นให้เหนื่อยเหมือนอย่างที่ฉันทำมา เป็นการให้เหตุผลที่จะให้คนอื่นทำต่อ ต้องการทำเรื่องใหม่ๆ ที่คน 7 คิดว่าน่าสนใจกว่า ท้าทายกว่าคือ การทำงานที่ยาก ไม่มีใครต้องการทำ ด้วยเหตุผลที่ว่า หากทำไม่ได้หรือไม่สำเร็จก็เพราะมันทำยากไม่มีใครทำได้จริงๆอย่างที่ทุกคนคิดกัน แต่ถ้าหากทำได้แม้นว่าจะทำได้ดีขึ้นส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย คน 7 ก็จะถือว่าทำได้แล้วเพราะยังไม่มีใครมาทำได้ และอีกประการหนึ่งคือ ต้องการทำงานที่ไม่เหมือนใครเพราะไม่ต้องการถูกเปรียบเทียบกับใคร กลัวจะถูกวิจารณ์ว่าทำไม่ดีเท่าคนนี้ หรือ ทำไม่ได้ไม่เหมือนอีกคนเค้าทำได้ เป็นความรู้สึกที่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง ไม่เป็นอิสระในการทำงาน ถูกควบคุมหรือเปรียบเทียบ ซึ่งความจริงส่วนลึกจะพยายามให้ทำให้ดี หากทำไม่ได้ก็เพราะมันไม่ดี มิใช่เอาเกณฑ์ของคนอื่นมาตัดสินว่าไม่ดี คนอื่นเค้าดีด้วยความสามารถส่วนบุคคล แต่ตัวเองก็ดีเพราะความเป็นตัวเอง ไม่อยากให้เปรียบเทียบกับใคร เป็นตัวของตัวเอง มีเอกลักษณ์ในการทำงาน

ดังนั้น คน 7 จะแสวงหาและเลือกที่จะทำงานที่แตกต่างจากที่คนอื่นทำกัน เช่น งานที่มีปัญหา งานที่ไม่สามารถดำเนินงานไปได้ไม่มีใครต้องการทำแล้ว และที่ผ่านมาค่อนข้างโชคดีที่ได้รับโอกาสเหล่านี้มา 2 – 3 ครั้งในชีวิต ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงงานบ่อย ผลจากการทำอะไรให้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ต้องผ่านกระบวนการความเจ็บปวด ความอดทน เมื่อไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงต้องอดทนที่จะกระทำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ตัวเองเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเบื่อหน่าย ความเจ็บปวดต่างๆ มองเห็นมุมมืดของตนเอในการทำงานอย่างชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมาคน 7 มักจะหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ แต่เมื่อหลีกหนีอย่างไรก็ไม่พ้น ก็ต้องทนอยู่กับมัน...

          เมื่อรู้จักกับสิ่งที่หลีกเลี่ยง ก็เริ่มที่จะเฉยชา เจ็บปวด แต่ไร้ความรู้สึก เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยพบเห็นนักของตัวเอง ที่ผ่านมาเมื่อผิดหวังจะรู้สึกเสียใจ และจะไม่ยอมรับนักปกปิดความเจ็บปวดโดยการ ยิ้ม หัวเราะ ร่าเริง มองโลกในแง่ดีซะ แต่ความจริงในส่วนลึกๆ คือความเสียใจ ซึ่งตัวเองมองไม่เห็นเท่าไรนัก การได้รู้จัก มองเห็น ทำให้มีการยอมรับ รู้สึกเสียใจ ในส่วนลึกกลับมาความรู้สึกที่ค่อนข้างที่จะนิ่ง หรือยอมรับได้กับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น เจ็บปวดซะบ้างจะเป็นไร เป็นประสบการณ์ และถือว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่ได้มองเห็น ดีกว่าไม่รู้จักกับสิ่งเหล่านี้ ในโลกนี้มีด้านบวก ด้านลบ การเรียนรู้ด้านลบของคน 7 เป็นการค้นหาที่ตัวเองยังให้มุมมองว่าเป็นการเสริมให้สามารถแยกแยะออกได้ว่า อันไหนบวก อันไหนลบ หากเรียนรู้แต่ด้านบวกเพียงอย่างเดียว ก็ยังแยกไม่ออกว่าอันไหนบวก อันไหนลบ  ในช่วง 1-2 ปีนี้ จึงสนใจกับรายละเอียดของความเสียใจ ผิดหวังจนมีความรู้สึกร่วมมากขึ้น พบว่า ตนเองร้องไห้และมีความรู้สึกใส่ใจความรู้สึกคนข้างเคียง คนใกล้ตัวเพิ่มขึ้น (เล็กน้อย) แต่ในส่วนลึกเหมือนเป็นความรู้สึกของตนเองเลยก็ว่าได้ เมื่อรับรู้ความรู้สึกแล้วจะไม่ปล่อยไว้ จะทำความรู้จักและหาสาเหตุที่มาของอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้มาได้อย่างไร ส่วนใหญ่เกิดกับคนที่คน 7 รักและใส่ใจ ยอมรับรู้และอดทนใส่ใจที่จะรับฟังกับเรื่องราวของความรู้สึกอารมณ์เหล่านี้ได้มากขึ้น ตัวเองได้รู้จักและมีความรู้สึกร่วมด้วยเป็นเพียงผู้รับฟังและรู้สึกร่วม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความรู้สึกให้ดี หรือ ไม่ยอมรับกับความรู้สึกเหล่านี้เหมือนเช่นเมื่อก่อนหน้านี้.... 
   
         
           
           
@ Copyright 2006 THAI ENNEAGRAM ASSOCIATION