ก็มันยากจะเข้าใจ
...ทิวสน
 
         
 
บทความจากผู้เคยร่วมอบรมนพลักษณ์
ประสพการณ์แรก
ประสพการณ์คน 7
ค้นพบตนเอง
รำลึกนพลักษณ์
ก็มันยากจะเข้าใจ
นพลักษณ์กับการปฏิบัติธรรม
ความรู้สึกที่ปิดเปิดได้
สิ่งที่ได้จากการอบรมนพลักษณ์
ทุกข์และสุขของคน 5
ชีวิตที่หนักอึ้ง
ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของข้าพเจ้า
นพลักษณ์กับการเรียนรู้
ตัวฉัน กับความเป็นคน 1
เสี้ยวหนึ่งในชีวิตคน 6
วิถีคนแปด
"เมื่อการนับเริ่มต้นเริงรำ"
ความอิจฉาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต
ในวันที่ลืมตาตื่น
ปฏิบัติภาวนา กับ ลักษณ์เก้า
ให้…แบบไม่มีตัวตน
เพียงจุดเริ่มต้น
ขอบคุณสำหรับเวบดีๆ อย่างนี้
ลังเล
วิถีการเรียนรู้ วิถีสู่สามัญ
สตรีหมายเลข 1
ครั้งหนึ่งเมื่อฉันถูกขัดใจอย่างมาก
วิธีการปรับปรุงตัวเองเมื่อเกิดความทุกข
ประสบการณ์การเรียนรู้จักตนเองของคน “7”
 
       
   

คนใกล้ตัวเรา หลายคนเขาบอกว่า เรามันเป็นพวกไม่ค่อยจะยืดหยุ่น คิดอย่างไรต้องให้ได้อย่างนั้นใครจะมาโมเมอะไรดื้อๆ หรือคิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรกะทันหันนั้น... ไม่มีทาง จริงหรือไม่จริงไม่รู

ช่วงนี้เรากำลังมีงานชิ้นใหม่ให้เริ่มทำ หลังจากว่างเว้นกับความรับผิดชอบเรื่องทำมาหาเลี้ยงชีพไปซะนานหลายเดือน พอมารับงานชิ้นนี้ที่ค่อนข้างใช้เวลาต่อเนื่องและมีแนวโน้มว่าเป็นงานชนิดบุกเบิก ทั้งเปลี่ยนแวดวงคนทำงานใหม่ๆ อีก สารพัดเรื่องของความใหม่มารวมกัน ไม่รู้คนอื่นเป็นแบบเรามั้ยเราใช้เวลาปรับตัวกับเรื่องรอบตัวค่อนข้างนาน ทั้งจังหวะในการทำงานกับคนอื่นๆ ที่เขาทำงานประจำกันซะชิน ออกจากบ้านทุกวันไปทำงาน เวลาของเขาเป็นงาน งาน งาน ไอ้เรามันทำบ้าง ขี้เกียจบ้าง สปีดเลยตก ต้องปรับตัวอยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังตามไม่ค่อยทันเขาอยู่ดี

มีอยู่วันหนึ่ง พี่ในทีมงานเขาตกลงกับเราว่าจะไปพบที่ปรึกษาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนวางแผนงานนี้ตั้งแต่ต้นทั้งมีประสบการณ์ในงานด้านนี้เรียกว่าเข้าขั้นผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาและชี้แนะ เราเองแหละที่ดิ้นรนอยากไปขอพบที่ปรึกษาคนนี้ เพราะอะไรเหรอ นั่นสิ! ทีมงานคนอื่นๆ ไม่เห็นเขาจะมาเดือดร้อนต้องไปพบเลย... ก็เราอยากรู้เกี่ยวกับงานที่กำลังจะทำให้มันชัดเจนน่ะสิ (เรื่องความชัดเจนก็เป็นประเด็นสำคัญอีกเรื่องในชีวิตเรา) ทั้งเรื่องขอบเขตหน้าที่ วิธีปฏิบัติงาน วัตถุประสงค์ของงาน ความคาดหวัง... ซึ่งดูเหมือนความชัดเจนที่เราต้องการจะมากพอจนอาจพลิกผันให้เราตัดสินใจทำหรือไม่ทำงานนี้ได้

กลับมานั่งดูตัวเองแล้วพอเห็นอยู่ว่า แท้จริงความชัดเจนที่ต้องการเป็นเรื่องทางความรู้สึกมากกว่าเนื้อหางาน ความรู้สึกที่เรามีรูปร่างของมันอยู่ในใจแล้ว เราเพียงวิ่งหาคนที่จะบอกได้ว่างานนี้จะตรงกับที่เราต้องการอยู่ในใจหรือไม่ หากไม่เราจะถอยออกไป... ไม่ใช่เรื่องของรายละเอียดหยุมหยิมของงานหรือค่าตอบแทนใดๆตกลงนัดกันเป็นดิบดี "บ่ายแก่ๆ แล้วกัน พี่จะได้ไม่ต้องรีบร้อน เช้าขอเข้าไปเคลียร์งนก่อน" พี่เขาว่าอย่างนั้น
"บ่ายต้นๆ ไม่ได้เหรอพี่ แถวนั้นเย็นๆ รถติด" เราขอต่อรอง ด้วยบ้านเรากับย่านนั้นเดินทางกันข้ามเมือง "ยังงั้นเหรอ ก็ได้ ก็ได้ บ่ายต้นๆ สักบ่ายครึ่ง บ่ายสอง" พี่เขาใจดี ยอมให้ ข้อตกลงครั้งแรกผ่านไป ไม่ถึงอึดใจโทรศัพท์ก็ดังขึ้น "พี่ว่าเช้าเลยดีกว่า แล้วพี่ค่อยกลับมาเคลียร์งานช่วงบ่าย" เสียงพี่ใจดีคนเดิมดังมาตามสาย "ก็ได้พี่ สัก ๑๐ โมงแล้วกันนะพี่ เจอกัน" ขอสายหน่อยเถอะ พี่เขาก็บอกได้ไม่มีปัญหา แต่ขอโทษนั่นยังคงไม่ใช่ข้อตกลงสุดท้าย

เช้าตรู่ของวันนัด "เฮ้ย พี่แต่งตัวเสร็จแล้วเวลาเหลือตั้งชั่วโมง ออกมาเร็วหน่อยเถอะ เจอกันสัก ๙ โมงแล้วกัน" เสียงเดิมดังมาตามสาย "๙ โมงเหรอพี่"เราพึมพัมกลับไป ความไม่พอใจวิ่งขึ้นมาถึงหน้า "อะไรวะ นัดไม่เป็นนัด ใครมันจะออกไปทัน"(คิดดังๆ ในใจน่ะ) "ไม่ได้หรอกพี่หนูออกไปไม่ทัน ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ๑๐ โมงเหมือนเดิมไม่ได้เหรอ ทำไมล่ะ พี่มีอะไรด่วน" ต่อรองออกไปแบบไม่ค่อยเต็มเสียง (กำลังงงด้วย) "มันครึ่งๆ กลางๆ ยังไงไม่รู้ จะเช้าก็ไม่เช้าเลย ก็ไม่ต้องเตรียมอะไรมากไม่ใช่เหรอ อาบน้ำแต่งตัวแล้วรีบออกมาเลยเหอะ ทันน่ะ พี่เสร็จแล้วขี้เกียจรอ" พี่เขาว่างั้น "มันไกลนะพี่ กว่าจะไปถึงเช้าๆ อย่างนี้ อย่างน้อย ๒ ชั่วโมงแหละ"เสียงเริ่มแข็ง

"งั้น ๙ โมงครึ่งแล้วกันนะแล้วเจอกัน " พี่ยังคงไม่เข้าใจ "ไม่รู้สิ คงเกือบๆ สิบโมงล่ะมั้งกว่าจะถึง" ไม่อยากพูดด้วยแล้วไม่อยากไปแล้วด้วย "น่า แล้วเจอกัน" เสียงวางสายไปแล้ว เออ... อย่างนี้ก็มีด้วย อีก ๑๕ นาที ๘ โมงคงทันหรอก! ความรู้สึกเหมือนมีอะไรร้อนๆ วิ่งพล่านอยู่ในอก ให้มันได้อย่างนี้สิคนเรา นึกจะทำอะไรก็ทำ ไปมันแบบนี้แหละ ทันก็ทัน ไม่ทันก็ไม่ทัน ถ้าไม่ติดเรื่องงานจะขอยกเลิกนัดแล้ว ใจหนึ่งปลอบตัวเองให้สงบลงว่า ใจเย็นเถอะเรื่องเล็กนิดเดียวยังมีเรื่องงานที่สำคัญกว่ารออยู่ มันก็คิดอยากจะให้ตัวเองเข้าใจแบบนั้น แต่ความเป็นจริงกับการคิดบางทีก็เป็นคนละเรื่องกัน แล้วก็
จริงดังคาด ๑๐ โมงเศษพบพี่ยืนหน้ามุ่ยรออยู่ เขาก้มลงมองนาฬิกาข้อมือทันทีที่เห็นหน้าเรา "นี่มันกี่โมงแล้ว ออกจากบ้านกี่โมงกัน" ซักไซร้ไล่เลียงตั้งแต่เปิดฉากคุยกันอะไรที่ยังกรุ่นๆ อยู่ในอก มันคุขึ้นมาใหม่ราวถ่านติดไฟพร้อมกับความไม่เข้าใจ เอ..คงไม่ใช่เรื่องเล็กซะแล้ว "ก็หนูบอกแล้วว่ามาไม่ทันหรอก มันไม่ใช่ใกล้ ๆ พี่ก็ไม่เชื่อ" "ไม่เห็นบอกเลย ถ้าบอกไม่ได้ ก็จะได้ไม่ต้องมายืนรอตั้งเกือบชั่วโมงอย่างนี้""หนูบอกไปตั้งสองครั้งนะว่าไม่ทัน" พูดพร้อมกับออกเดินจากจุดนัดไปยังที่หมาย ถ้าอยู่ต่อคงไม่วายไม่ได้เข้าไปคุยงานแน่ หรือไม่ก็คงเลิกนับถือกันไปข้าง คุยงานกันไปชั่วโมงกว่า ที่ปรึกษาทักว่า ดูเราเคร่งเครียดกับงานที่จะทำ พร้อมกับปลอบว่าไม่ต้องเอาจริงเอาจังกันนักหรอก ค่อยๆ ทำไป เราเองก็พูดไม่ออกว่าไอ้ที่เคร่งเครียดน่ะ ไม่ใช่งานหรอก แต่เป็นพายุอารมณ์ของตนเองที่เพิ่งพัดผ่านไปสดๆ ใหม่ๆ ยังไม่สงบดีเลยต่างหาก

ระหว่างทางนั่งรถกลับบ้าน อารมณ์ค่อยเย็นลงแล้ว ค่อยๆ นั่งทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเงียบๆ ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงไม่โมโหโกรธาขนาดนี้มั้ง เรามันเดือดพล่านตั้งแต่ที่บ้านแล้วเลยไม่ยืนยันซ้ำๆ ให้พี่เขาเข้าใจ ระหว่างคิดอารมณ์ข้างในยังกระเพื่อมตาม คนอื่นเป็นกันมั้ยเวลาใช้ความคิดถึงเรื่องความขัดแย้งบางอย่างมันจะเกิดอารมณ์พอใจ ไม่พอใจ เหงา เศร้า เกลียด... ตามไปด้วย และกลายเป็นแรงผลักดันให้กับความคิดบางด้านเตลิดไปไกล (คำพระท่านใช้ว่า ปรุงแต่ง) จนต้องเลิกคิดเพราะคิดแล้วตีกันอย่างนี้คงตายกับตายสถานเดียว จนกลับถึงบ้าน ยังปวดหัวตึบๆ คิดมากนั่นเอง คิดมากทีไรปวดหัวทุกที เมื่อเช้าก็เตรียมคำขอโทษไปแล้วนะเพราะเราไปสายจาก ๑๐ โมงนิดหน่อย แต่พอลงจากรถไปเจอหน้าอย่างนั้น วิธีพูดอย่างนั้น คำขอโทษมันถูกกลืนหายลงคอไปเลย

ถึงวันนี้เรายังไม่ได้พูดกับพี่เขาถึงเหตุการณ์วันนั้น แต่รอยแผลของอารมณ์ในความรู้สึกเราเบาบางลงแล้ว เพราะนั่งทบทวนและสร้างความเข้าใจให้กับตัวเองได้ว่า พี่เขากับเรายังใหม่ต่อกันมาก ต่างคนต่างยังไม่รู้จักนิสัยใจคอ ความจำเป็นของชีวิต และความเคยชินของกันและกัน เมื่อมานัดหมายหรือทำงานร่วมกันย่อมกระทบกันโดยไม่ตั้งใจเป็นธรรมดา ด้วยต่างใช้ความเคยชินและการมองโลกอย่างที่ตัวเองถนัดและใช้เสมอๆ มาสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ถือว่าการเรียนรู้นพลักษณ์เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยให้เรายอมรับความแตกต่างของผู้คนได้มากขึ้น กระนั้นคำขอโทษยังไม่หลุดออกจากปากเรา ด้วยทิฏฐิและความถือดีในตัวยังมากอยู่

ระหว่างนี้จึงพยายามห่างๆ พี่เขาไว้ มีระยะให้แก่ความสัมพันธ์ต่อกันเผื่อบางทีการกระทบกระทั่งกันจะได้แค่เฉียดๆ เราเองคิดไปไกลใหญ่โต พี่เขาอาจจะลืมไปแล้วก็ได้ แต่เราก็ยังไม่สามารถดับไฟในใจตั้งแต่แรกเริ่มด้วยความเข้าใจได้ เรายังคงไม่เข้าใจว่า พี่เขาคิดอะไรอยู่ เหตุผลลึกๆ ของการเปลี่ยนแปลงกลับไปมาของเขาอย่างกระทันหันเป็นเพราะอะไร และทำไมเราเองจึงเป็นคนเช่นนี้ ได้แต่พยายามไม่ไปจมจ่อมกับอารมณ์ ความรู้สึกไม่พอใจ เสียใจจนไม่ยอมแม้แต่จะชะโงกหน้าออกมาดูความเป็นจริงที่กำลังเคาะประตูอยู่หน้าบ้าน และเราเองกลายเป็นคนไม่ยอมเปิดใจรับมันเข้ามา

เล่าเหตุการณ์สู่กันฟังเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ อ่านแล้วใครทายได้บ้างว่าเราเป็นคนลักษณ์ไหน?เฉลยให้ว่าเราเป็นคนลักษณ์หนึ่งเพื่อนลักษณ์หนึ่งอ่านแล้วคิดว่าจะทำความเข้าใจกับความขัดแย้งในใจเล็กๆ นี้อย่างไร มันยากจะเข้าใจได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือเปล่า หรือคุณจะเขี่ยคนประเภทนี้ทิ้งไปจากชีวิตคุณเพราะมันเป็นการจัดการที่เรา(คนลักษณ์ ๑)ถนัด
ืทว่าหากสอบสวนในใจลึกลงไป วิธีการเดิมๆ ยังคงก่อทุกข์อยู่ใช่มั้ย การจมจ่อมกับอารมณ์ การหาคนผิด การรู้สึกว่าเหตุการณ์อย่างนี้ต้องเคลียร์กันไปข้าง... ฯลฯ เราเองแค่พยายามที่จะใจเย็นลงและหาวิธีในการทำความเข้าใจกับชีวิตด้วยแง่มุมใหม่ๆ ที่ก่อทุกข์ให้น้อยลง แม้จะยังไปไม่ค่อยถึงไหนแต่ก็ได้เริ่มต้นพยายามแล้ว ใครจะขอยืมไปใช้บ้างก็ไม่ว่ากัน

   
         
           
           
@ Copyright 2006 THAI ENNEAGRAM ASSOCIATION