
" เราจำเป็นต้องเฝ้าดูในพื้นที่เฉพาะส่วนตัว
หรือเราเรียกเอาเองว่าการสร้างช่องว่างระหว่างขณะเวลานั้นๆ ทั้งหมดก็เพื่อการเข้าใจตนเอง
เข้าใจโลก ว่าในแต่ละส่วนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในแง่มุมใดบ้าง
."
"
ยิ่งเราจำกัดปัจจัยพื้นฐานของตัวเองมากเท่าไหร่ กิเลสที่มีอยู่ยิ่งเข้มแข็งมากขึ้น
รวมไปถึงความหวงแหนพื้นที่ส่วนตัวจะยิ่งผูกมัดให้ตัวเราเอง แยกห่างจากโลกปัจจุบันเพิ่มขึ้น
ช่องว่างระหว่างความคิดกับความรู้สึกก็ดูจะกว้างตามไปด้วย ทั้งๆที่ปกติมันมาด้วยกัน
"
บ่อยครั้งในชีวิต ที่เราพยายามลดทอนและแยกส่วนสิ่งต่างๆให้คงไว้เพียงเรื่องราวย่อยๆ
ที่ง่ายต่อการสืบสาวหาความหมายและความเป็นไป แล้วปล่อยให้ความรู้สึกต่อสิ่งนั้นจมลึกลงไปซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นผิวปัจจุบัน
นั่นเพียงต้องการให้เรื่องราวได้ถูกเหตุผลพิจารณา มันช่วยให้เรารู้จักการลำดับเชื่อมโยงแต่ละสิ่งได้อย่างเข้าใจภายใต้เงื่อนไขของเวลาต่างๆกัน
และยังสามารถพิสูจน์เป็นรูปธรรมให้เห็นได้มากกว่าความรู้สึกต่อสิ่งดังกล่าวที่หลบซ่อนอยู่
ซึ่งโดยมากมักจะอ่อนไหวไปตามสิ่งแวดล้อมที่ยากต่อการเข้าใจหรือวิเคราะห์ได้ยาก
ไม่เว้นแม้กระทั่งความรู้สึกของตัวเอง เนื่องจากมันมีความผันแปรต่อปัจจัยแวดล้อมสูง
มันจึงยากต่อการจับต้องให้คงอยู่ในจังหวะที่พอเหมาะได้ เราต้องใช้เวลาใคร่ครวญอยู่มากจนกว่าจะเข้าใจ
ซึ่งความเป็นเหตุเป็นผลเองดูจะไปกับมันไม่ค่อยดีเสียเลย ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นอยู่ อีกเหตุการณ์แทรกเข้ามา ยังไม่ทันที่เราจะรู้สึกชัดเจนในสิ่งแรก
สิ่งหลังก็เข้ามาบดบังความรู้สึกก่อนหน้านั้น ทำให้เกิดเป็นสภาวะสองความรู้สึกตีคู่กันมา
จนไม่สามารถเท่าทันปฏิกิริยาที่กำลังเปลี่ยนแปลงภายในได้ตามที่มันเป็นจริง
ดังนั้นเราจำเป็นต้องเข้าใจโลกด้านอารมณ์ความรู้สึก
โดยผ่านกระบวนการเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของมันอยู่เฉยๆ พร้อมกันกับการพิจารณาข้อมูลเรื่องราวในลำดับต่างๆ แน่ละ..เราจำเป็นต้องเฝ้าดูในพื้นที่เฉพาะส่วนตัว
หรือเราเรียกเอาเองว่าการสร้างช่องว่างระหว่างขณะเวลานั้นๆ ทั้งหมดก็เพื่อการเข้าใจตนเอง
เข้าใจโลก ว่าในแต่ละส่วนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในแง่มุมใดบ้าง
มันดำเนินไปอย่างไร เริ่มต้นและสิ้นสุดตรงไหน เป็นต้น เมื่อเข้าใจย่อมสามารถควบคุมหรือปฏิบัติต่อสิ่งนั้นๆได้อย่างดี
เหมือนวันหนึ่งขณะกำลังเคี้ยวอาหาร บางสิ่งในอาหารได้ทิ่มแทงเหงือก
เรารู้ว่าอะไรนั่นไม่ได้ทำให้เจ็บปวดเท่าไหร่นัก แต่ว่าในขณะนั้นเราเพียงรู้สึกถึงความแปลกปลอมที่มันค้างติดใจอยู่
หลังอาหารมื้อนั้น เอากระจกส่องดูก็ไม่เห็นที่ผิดปกติตรงส่วนใดในช่องปาก
เราสงสัยว่ามันคงจะหลุดไปแล้ว ทิ้งไว้สักวันสองวันอาการก็คงจะจางคลายเอง
เวลาผ่านไปความรู้สึกแปลกปลอมนั้นก็ยังอยู่ และเมื่อก้างปลาชิ้นเล็กๆหลุดออกไปจริงๆ
ความรู้สึกเจ็บจึงชัดเจนขึ้นกว่าเดิมตรงที่เหงือกเป็นแผล นั่นคือ ความคิดที่มักจะหาเหตุผลมาให้รู้สึก
จะเห็นว่าความเชื่อหลักๆอยู่ที่ตัวความรู้หรือข้อมูล เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถปะติดปะต่อข้อมูลความรู้ให้เป็นเรื่องราวสืบสาวจากต้นไปสู่ปลายได้
เมื่อนั้นความเข้าใจเรื่องราวจักนำไปสู่การปฏิบัติได้ในชีวิต
ครั้งหนึ่งมีคนมาชวนให้ไปหน้าทำเนียบ ผู้นั้นพยายามอย่างมากเพื่อให้เราเห็นด้วยกับการไปร่วมกลุ่มเพื่อสร้างกำลังใจ
พวกเขามาจากไหน ทำอะไร มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร และรัฐบาลมีท่าทีอย่างไร
เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่เราอยากรู้ เขาว่าทางรัฐบาลได้ส่งตัวแทนลงมาพูดคุยรับเรื่องร้องทุกข์แล้ว
ถ้างั้นเราจะไปทำไมล่ะ(ถามตัวเอง)
เบื้องหลังการซักถามเพื่อต้องการประเมินสถานการณ์ในเบื้องต้น และคิดดูว่ามันสมเหตุสมผลหรือไม่ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์
ทว่าลึกไปกว่านั้นมีความกลัวและความไม่ไว้วางใจในความปลอดภัยนั่นเอง เพราะว่ามันไม่ได้เป็นสถานการณ์ที่เราคุ้นเคย
แล้วถ้ามีคนมาถามเรื่องนี้ เราคงแทบจะไม่มีอะไรตอบเขาได้พอๆกับไม่รู้ว่าจะพูดให้กำลังใจผู้คนที่มาชุมนุมได้อย่างไร
เรียกว่าทุกข์ข้างนอกก็ไม่รู้จริง ทุกข์ข้างในใจก็ไม่เท่าทัน จะสัมพันธ์กับภายนอกก็ไม่รู้ว่าต้องเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใดจึงจะช่วยแก้ปัญหาได้
ความรู้สึกภายในที่เราปิดกั้นอยู่ก็ยากต่อการเปิดใจ จึงอยู่ในสถานการณ์อิหลักอิเหลื่อ
ทำอะไรไม่ถูกเมื่อต้องเผชิญหน้าต่อเหตุการณ์นั้น อีกทั้งคน
แปลกหน้ายิ่งทำให้เรารู้สึกแปลกแยก ทำให้เรากลัวแม้กระทั่งคำถามง่ายๆ
เช่น คุณเป็นใคร อยู่ที่ไหน มีส่วนในเรื่องนี้หรือเปล่า เป็นต้น มันเกิดความรู้สึกว่ากำลังถูกคาดคั้นให้ตอบ
เราต้องตอบหรือ เมื่อไหร่จะเลิกถามซักที(เราคิด)
ทุกวันนี้เราต้องเฝ้าถามตัวเองอยู่เรื่อยๆว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อสิ่งต่างๆเข้ามากระทบ
และเพิ่มความใส่ใจต่อสิ่งนั้น ในแง่ของการใส่ใจตัวเองต่อความรู้สึกด้านใน
ขณะเดียวกันก็รับรู้ความเป็นไปของความรู้สึกด้านนอก ความใส่ใจนี่เองที่ทำให้เราอยู่ที่ปัจจุบันขณะได้
ทำให้เราเท่าทันการรับรู้ต่อโลกและตัวตน จึงรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร ใจก็อยู่ตรงนั้น
เมื่อความรู้เท่าทันตัวเองดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ความเป็นอิสระและควบคุมได้ดังใจปรารถนาจึงเกิดมีขึ้น
สาระสำคัญของความใส่ใจอยู่ที่การกำหนดรู้ในทุกๆกรณีและวางเฉยอยู่ในใจ
ในแง่พฤติกรรมแล้วเป็นเรื่องของการหมั่นคอยสังเกตโดยปราศจากอคติใดๆ
คือ รับรู้ความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เกิดขึ้น ดำเนินไปและจบลง เห็นเหตุที่มาและเหตุที่ไปของสิ่งนั้น
เราจำเป็นต้องละเลิกนิสัยความเคยชินเดิมๆหรือ? เปล่าเลย นิสัยเดิมๆนี่เป็นสิ่งที่เราต้องใส่ใจมากขึ้นเท่านั้นเอง
เพียงแต่กำหนดรู้เรื่อยๆไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เพราะเมื่อเรากำหนดรู้แล้วเราจึงเห็นนิสัยแย่ๆของตัวเอง
และยอมรับว่ามันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เราเป็นอย่างที่เห็น ครั้งต่อไปเราจะตามพฤติกรรมของตัวเองได้เท่าทันมากขึ้น
ในที่สุดมันจะมาถึงทางแยกสองทาง ที่เราจะต้องเป็นผู้เลือกเองว่าเราจะปฏิบัติแบบทางสายเดิมหรือทางสายใหม่ที่เป็นอิสระจากสิ่งที่เรายึดติด
เราพบว่ายิ่งเราจำกัดปัจจัยพื้นฐานของตัวเองมากเท่าไหร่ กิเลสที่มีอยู่ยิ่งเข้มแข็งมากขึ้น
รวมไปถึงความหวงแหนพื้นที่ส่วนตัวจะยิ่งผูกมัดให้ตัวเราเอง แยกห่างจากโลกปัจจุบันเพิ่มขึ้น
ช่องว่างระหว่างความคิดกับความรู้สึกก็ดูจะกว้างตามไปด้วย ทั้งๆที่ปกติมันมาด้วยกัน
และส่วนของความรู้สึกมันเป็นส่วนขยายความคิดให้ชัดเจนเท่านั้นเอง เมื่อเราเริ่มเห็นว่านิสัยความเคยชินแต่ละส่วนเป็นเหตุปัจจัยต่อกันและกันอย่างไรดังกล่าว
การปฏิบัติด้วยวิถีชีวิตที่ต่างออกไปจึงเป็นทางเลือกที่เรากระทำได้
เช่น การตัดสินใจไม่ไปงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา มันมีส่วนช่วยเป็นอย่างมากให้กิเลสความโลภที่มีอยู่ไม่ถูกกระตุ้นขึ้นมา
ถึงแม้ว่าเราจะบอกตัวเองอยู่ว่าเราเพียงต้องการซื้อหนังสือเล่มนั้น
เล่มนี้และอีกเล่มหนึ่ง แน่หรือล่ะว่า เราจะสามารถหักห้ามใจไม่ให้ซื้อเล่มต่อไปได้
เราอาจเคยเดินไปส่องกระจกดูหน้าตนเองขณะที่ความอยากได้ดำเนินมาถึงจุดสุดยอด
มันคงช่วยให้เราเกิดความรู้สึกขยักแขยงตนเองอยู่บ้าง แต่มันจะได้ผลทุกครั้งละหรือ
ถ้าหากกำลังจิตใจยังไม่เข้มแข็งพอ การเผชิญต่อมันซึ่งๆหน้าก็รังแต่จะทำให้เราต้องประพฤติตามความเคยชินเดิมๆ
แต่ถ้าเมื่อเรามีปัจจัยดำรงชีวิตที่เพียงพอแล้ว ส่วนเกินอะไรอีกเล่าที่เราต้องการอีก
หากเราใคร่ครวญอย่างตรงไปตรงมา บางที่บางเวลาเราจะสามารถเห็นความไม่ชอบมาพากลของเหตุผลที่เข้าข้างกิเลสภายในเราเอง
แม้บัดนี้เรายังเชื่ออยู่ว่า พื้นที่ส่วนตัวจำเป็นต่อเราในแง่ของการกลับมาทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาและพักใจรักษากาย
แต่เราก็กำลังฝึกหัดให้โลกกว้างภายนอกให้กลายเป็นพื้นที่ส่วนเฉพาะที่น่าพอใจให้ได้ด้วย
โดยการทำให้พื้นที่นั้นเป็นส่วนที่เราสามารถคุ้นเคยและปลอดภัยพอที่เราจะทำอะไรดังกล่าวได้
ไม่เว้นแม้กระทั่งบนรถโดยสาร ไม่ว่านั่งหรือยืน ด้วยการทำให้จิตอยู่กับกายตามแต่เจตจำนงของเรา
ในขณะนั้นแม้ตัวความว่างเปล่าเอง ในช่วงเวลาหนึ่งที่เราตื่นรู้มันย่อมทำให้รู้สึกถึงอิสระภาพที่แท้จริงได้
ความสำคัญก็คือ เรานั่นแหละที่ต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่เรากำลังทำการศึกษาตัวเองอยู่
เพื่อเตือนตัวเองให้รู้ตัว และเท่าทันมัน   
|