
เราเจ็บปวดบ่อยครั้งเข้า เราจึงถอนความรู้สึกเราออก
กับ การปิด / กักขังอยู่ในโลกส่วนตัว 2 วิธีนี้ เราเคยใช้ ระยะหลัง
เมื่อรู้ว่าเจ็บปวดอีก เราจึงถอนความรู้สึกออก เราแยกมันได้ แล้วเราก็นึกในใจว่า " ไม่มีวันที่ใครจะทำร้ายเราได้อีก " เมื่อเราปิด
/ กักขัง จิตใจตัวเองไว้ เราบอกกับตัวเองว่า " เราจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายเราเด็ดขาด
นอกจากตัวเราเองเท่านั้น ที่จะทำอะไรกับตัวเรา (ใจ) ได้ " แล้วเราก็ไม่เจ็บปวดอีก
เรื่องความเจ็บปวดนั้น เมื่อก่อนเราเคยคลุกเคล้าบ่อย แต่ระยะหลัง
เรามักมีกลไกป้องกัน การถอนตัวออกได้ง่าย ๆ และคิดว่า " คุณไม่มีวันทำร้ายฉันได้หรอก "
ภายหลังกลับจากการศึกษานพลักษณ์ เมื่อเดือนเม.ย 44 มาถึงบ้านเรามีความตั้งใจที่จะเรียนรู้เข้าไป
หรืออยู่กับ " ความรู้สึก " ต่าง ๆ ของคนอื่นให้ได้มากขึ้น
พยายามสะกดใจให้ยอมรับฟัง รับรู้ความรู้สึกคนอื่น ๆ ได้ดีกว่าเดิม
สิ่งที่คิดขึ้นมาเช้านี้ คือ เรากำลังสงสัยว่า " พลัง " ที่มีอยู่ในตัวเรา
แล้วเราคอยพยายามควบคุมให้มันพอดี เป็นเพราะอะไร ถ้ามากเกินไป เราก็จะมีความพยายามจะใช้มัน
ถ้าน้อยไป เราก็จะหามันมาเติมใส่เข้าไป หรือสงวนมันเอาไว้ไม่ให้มันหมด
เราเป็นเช่นนั้นนานมาแล้ว แต่เราก็ไม่ได้สนใจจะหาคำอธิบายมัน "พลัง" มีความหมายกับชีวิตเรามานานแล้ว
บางคนอาจเข้าใจว่า เรารู้แล้วไม่พูด ก็มีทั้งที่ใช่ และไม่ใช่ ที่ใช่
ก็คือ รู้แล้ว มันยังพูดไม่ออก บอกไม่ได้ กำลังคิด ยังวิเคราะห์ไม่เสร็จ
หรือบางทีคิดว่า พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ ก็ไม่อยากพูด ก็เท่านั้นเอง กรณีไม่ใช่ก็มี
ใครจะไปรู้อะไร ๆ ทั้งหมด อีกอย่างหนึ่ง เราไม่เคยคิดว่า ความคิดเห็นของเรามีความสำคัญและดีเพียงใด
เราจำได้ว่า สมัยเด็ก เราก็มีจิตใจที่ sensitive ต่อบางเรื่องมาก ๆ ทำนองไหน
คงต้องค่อย ๆนึกกันอีกที จิตใจที่อ่อนไหวถูกกระทบกระเทือน แล้วเราเจ็บปวด
ฉันยอมรับว่า ฉันไม่ชอบที่จะบอกใครในเรื่องพื้นที่ของความรู้สึก เพราะฉันคิดว่ามันมักกลายเป็นสิ่งหลอก
เพราะความรู้สึกมันแปรเปลี่ยนได้เสมอ ฉันรู้สึกว่า เมื่อฉันเลือกบอกสิ่งหนึ่ง
สิ่งอื่น ๆ ก็ปรากฎในใจตามมาด้วย บางครั้งฉันก็ไม่ชอบอะไร ๆ ที่แสดงความเป็นด้านเดียว
เมื่อบอกว่า " ชอบ " ก็มีบางครั้งที่ฉันรู้สึก " ไม่ชอบ " ด้วย
และถ้าฉันบอกว่า
" ไม่ชอบ " ฉันก็อาจจะรู้สึก " ชอบ " ได้ในภายหลัง
ฉันจึงคิดว่าไม่สำคัญ ที่ฉันจะรู้สึกอย่างไร ความสำคัญอยู่ที่ ฉันปฏิบัติอย่างไรมากกว่า
สิ่งที่ปฏิบัตินั้น ฉันถือว่าเป็นของจริง เพราะมันผ่านทุกระบบของร่างกาย
แม้ว่าฉันจะให้เรื่อง การคิด เป็นใหญ่กว่า เรื่องใจ และสัญชาติญาณ ก็ตาม
แต่ถ้าฉันเงียบ และมีโอกาสอยู่ลำพัง พลังของทั้ง ๓ ศูนย์ มีโอกาสทำงานประสานร่วมกันได้มากกว่า
ฉันมักพบว่า ในแต่ละช่วงที่ฉันมีโอกาสอยู่ลำพัง ฉันมีโอกาสทบทวนความคิด
โดยที่จะมี พลังของใจ มาร่วมอยู่ด้วยเสมอ ฉันจะสามารถกระทำการ (action)
ได้อย่างฉับพลัน และชัดเจน ไม่อยู่ในลักษณะ งง ๆ เบลอ ๆ ใช้หัวมากไป
ฉันเริ่มขาดความรู้สึก แต่ถ้าฉันจัดเวลาของตัวเองให้สามารถปรับสมดุลย์ของพลังงานได้
ฉันจะรู้สึกดีมาก และพร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับ ผู้คน เหตุการณ์ และจะทำให้ฉันมั่นคงได้มากกว่าในเรื่อง
ความรู้สึก ที่ฉันได้ซึบซับเพียงลำพัง ในเวลาที่ฉันอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว
ฉันกลับพบความชัดเจนของความรู้สึกด้วย ฉันจึงมั่นใจ แน่ใจ กับความรู้สึกของตัวเอง
โดยไม่ต้องอธิบาย ยิ่งอธิบายและพูดมากเพียงใด ฉันกลับพบว่า " มันจางลง
และไม่ชัดเจน " และหาความหมายจากการกระทำไม่ได้ เช่น พูดว่า " รัก " แต่สิ่งที่ทำกลับไม่ใช่ความหมายของคำว่า " รัก " เลย
เป็นต้น
ความรักของฉัน ต้องการระยะเวลาแห่งความเข้าใจ การยอมรับในตัวตนของความแตกต่าง
ยอมรับและให้เวลาในการปรับตัวที่เหมาะสม หากเปลี่ยนไม่ได้ก็ยอมรับการเปลี่ยนไม่ได้
หากความรักไม่เป็นดังนี้ ก็ไม่มีความหมาย ความรักที่เรียกร้องจากอีกฝ่าย
โดยไม่มองที่ตนเอง ย่อมไม่ใช่ความรักที่แท้จริงด้วย แต่ไม่ได้หมายความในทางที่
ฉันจะไม่ปรับตัวเลย นั้นไม่ใช่แน่นอน ในเมื่อชีวิตเป็นของจริง ความรักย่อมต้องเป็นไปเพื่อชีวิตด้วย
การยอมรับอย่างเข้าใจ และให้เวลาเพื่อการเข้าใจและเติบโตของอีกฝ่าย จึงเป็นสิ่งที่ฉันต้องการมาก
ความรักและชีวิตต้องไปด้วยกัน ความรักมิใช่แค่เพื่อความรัก แต่ความรักต้องเติบโตเพื่อชีวิตด้วย  |