เราอยากบอกว่า ทัศนะพื้นฐานในการมองโลกของเรา
คือ มองเห็นความทุกข์ เป็นเรื่องพื้นฐานของโลกของชีวิต จำได้ว่า ในวัยเด็กก็เป็นเช่นนี้
ทัศนะและความหมาย ที่เรามีให้ต่อสรรพสิ่งว่า เป็นทุกข์ หรือเป็นสุข
ย่อมกำหนดวิธีคิด วิธีเกี่ยวพันต่อสิ่งต่างๆ ของเราด้วย การเริ่มต้นเกริ่นนำเช่นนี้
เพราะตัวเองกำลังมองหาเบื้องลึก ที่เป็นก้นบึ้งแห่งจิตสำนึกที่แท้จริง
ของตัวเองด้วย ว่าแท้จริงตัวเองได้มีท่าทีต่อความทุกข์ ความสุขในชีวิตเป็นมาอย่างไร
สิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ที่เราพอจะจำได้ ในวัยเด็ก เราก็ไม่ชอบการเกี่ยวข้อง
กับผู้คนมากมาย เมื่อต้องพบปะผู้คน เรามักจะหงุดหงิดง่าย จึงเป็นเด็กที่มักจะทำหน้ายุ่งๆ
ผู้ใหญ่เขาเรียกว่า หน้างอ งานสังสรรค์ก็ทำให้เราฟุ้งซ่าน รู้สึกไม่เป็น
และวิ่งหนี ซึ่งมักจะทำได้แค่ การวิ่งหนีอยู่ในหัวตัวเอง มันเป็นความแตกต่าง
กับการได้อยู่อย่างสงบๆ มีความสุขกว่าตั้งเยอะ
อีกอย่างเป็นเพราะ ความทุกข์มักมาจาก ความคิด ความเห็น และความรู้สึกของผู้คนรอบข้าง
เรามักจะระแวดระวังว่า เขากำลังคาดหวังอะไรจากตัวเรา เขากำลังต้องการให้เราทำอะไร
สิ่งที่เราเห็น เราได้ยิน มักจะถูกเก็บเข้ามาทั้งหมด ถ้าเป็นข้อมูล
เราจะเก็บเอาไว้ แต่ถ้าเป็นความรู้สึกของคนๆนั้น เราจะรู้สึกว่า ไม่ใช่ข้อมูล
มันเป็นเรื่อง"เฉพาะตัว" บอกตรงๆเราไม่เคยสนใจเรื่อง"เฉพาะตัว"เลย
ทำไม เราเห็นว่า เป็นเรื่องส่วนตัวน่ะสิ เกิดขึ้นเฉพาะบุคคล และขึ้นกับ
ความคิดเห็นของคนๆนั้น ไม่ได้มีความสำคัญต่อส่วนใหญ่ นี่คิดความเห็นของเรา
อีกแง่หนึ่งเรากำลังเห็นว่า บางทีตัวเองอาจเก็บ แบบเลือกเฉพาะข้อมูลบางส่วนไว้ก่อน
เพื่อไปรวมกับส่วนอื่น เพื่อให้เกิดการจัดระบบได้ วิเคราะห์ได้ เมื่อจัดระบบได้
วิเคราะห์ได้ เราจึงจะรู้สึกเป็นสุข มันคลิกทันที
จะเห็นว่า สิ่งที่เรารู้ เราเห็น เรารับเข้ามานั้น เราสามารถแยกแยะ ออกเป็นสองส่วนได้โดยอัตโนมัติ
คือส่วนของข้อมูล กับส่วนของความรู้สึก ส่วนแรกที่เป็นข้อมูล เป็นส่วนที่เราจะจัดการได้ก่อน
เรารู้ทันทีว่า หัวของเรากำลังทำงาน แต่ส่วนที่สอง มักถูกแยกเก็บไว้ต่างหาก
เก็บในฐานะข้อมูล ที่มีความเชื่อมโยงจากจอตา และหูของเรา เมื่ออยู่กับบุคคลและเหตุการณ์ต่าง
ๆ ใจของเราไม่เห็นจะทำงานแบหัวสมองเลย หัวมันมีอะไร วิ่งๆวนๆอยู่พักหนึ่ง
จนมันจัดระบบได้นั่นแหละ มันจึงจะเริ่มรู้สึกได้บ้าง จริงๆเราอาจยึดติดกับ
การมีาระบและการจัดระบบ ถ้าบางคนพูดหรือแสดงออก แสดงความคิดอย่งมีระบบ
เราจะสะดวกใจ สบายใจ และเกิดความสุขในการรับข้อมูลนั้น เมื่อใดที่พบความไม่มีระบบ
เรามักจะพยายามจัดระบบเสียก่อน จีงจะโต้ตอบอะไรๆได้ ส่วนของความรู้สึก
ที่ถูกแยกเก็บไว้ต่างหากนั้น ไม่ใช่ว่า เราจะไม่รับรู้ความรู้สึกใดๆเลย
เรารับความรู้สึกในฐานะข้อเท็จจริง เราเคยมีประสบการณ์การแลกเปลี่ยน และช่วยเหลือคนอื่น
ในเรื่องความรู้สึกของเขาอยู่บ่อยๆ ในช่วงก่อนอายุ 30 ปี เราเป็นคนนิ่งๆ
ไม่ชอบสุงสิงกับใครเป็นการส่วนตัว จึงทำให้มีเพื่อนฝูง รุ่นพี่ รุ่นน้อง
มาพูดคุยบ่อยๆ และด้วยความขยันในกิจกรรม ทำให้เขาเห็นว่า เราไม่เป็นพิษเป็นภัย
จึงมักมีคนคุยแล้วคุยลึก คุยถึงภาวะ และความรู้สึกส่วนตัว เราจำได้ว่า
เราจะฟังและแลกเปลี่ยนได้
้ชัดเจน เราจะแยกแยะ ข้อเท็จจริงของเหตุการ์ณ กับการปะปนของสิ่งแทรกแซง
ที่เป็นความนึกคิดส่วนตัว ในขณะที่คนเล่าร้องไห้ หรือมีอาการกลุ้มใจ
วิตกกังวลใดๆก็ตาม เราจะเฉย (เฉยจริงๆ) และสื่อสารออกไป ด้วยการให้ข้อเท็จจริง
หากถามว่า เห็นความรู้สึกของเขาไหม ก็บอกว่า เห็น แต่มันถูกแยกไป มันทำให้เราไม่รู้สึก
เราโต้ตอบจากความเข้าใจ ในตัวข้อมูลที่เขาเล่ามามากกว่า เราจึงไม่แสดงความสงสาร
ความเห็นใจ ความกลัว หรืออะไรให้ใครได้เห็น แต่ถ้ามาถามเราในภายหลังว่า
รู้สึกอย่างไร เราจึงจะตอบได้ดีกว่า
หากว่า เราเริ่มเข้าไปเกี่ยวข้อง กับเหตุการณ์และผู้คน ในลักษณะที่เป็นผู้เริ่มต้น
เราพบว่า มันดีกว่านะ เพราะเราจะควบคุมสถานการณ์ได้ บางครั้งการเป็นนักสังเกตการณ์
อาจทำให้เราตกเป็นผู้ถูกกระทำได้ง่าย หลังๆนี้ เราจึงเลือกเป็นผู้เริ่มต้น
ในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนด้วย การออกไปจากความคิดในทันที ก็สามารถจัดการอะไรได้อยู่เหมือนกัน
บางทีอาจเป็นไปได้ว่า เราระแวดระวังต่อความรู้สึก ของผู้คนที่รายรอบตัวเรา
และอยากบอกว่า ด้วยความสามารถในการสังเกต และการหยั่งลึกถึงใจของบุคคล
มันทำให้เรารู้ถึงภาวะของบุคคล เป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เราเป็นทุกข์ได้ง่าย
และทำให้เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไร และบางครั้งต้องเรียกร้องตัวเองอีกด้วย
เราจึงวางกลไก ในการสกัดกั้นความรู้สึก จนสำเร็จ เราจึงมีความสุขได้มากขึ้น
ถึงตอนนี้ เราเริ่มจำได้ว่า ในวัยเด็กจนถึงวัยรุ่น เรามักผิดหวังกับผู้ใหญ่
ในเรื่องคำสัญญา พูดแล้วสัญญาไว้ ก็ไม่ทำตาม ความสุขทุกข์ของเรา ขึ้นกับความสุขทุกข์
ของผู้ใหญ่ในบ้าน เราพบความไม่แน่นอนของความรู้สึก พบความสัมพันธ์กับอารมณ์
ที่แปรปรวนของผู้ใหญ่ ทำให้เราเริ่มคลี่คลายความทุกข์ของตัวเอง ด้วยการไม่สนใจ
และปิดกั้นการเข้ามากระทบของอารมณ์ และความรู้สึกของคนอื่นๆ เราพบภาวะที่เราเอาชนะมันได้
ปิดกั้นมันไว้ภายนอก ไม่ให้มันเข้ามากระทบ ใจตัวเองได้สำเร็จ มันเป็นเพียงสิ่งที่ลอยไปมาอยู่ภายนอก
ฉันรับรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นอย่างไรเท่านั้น มันเป็นเพียงสิ่งที่ลอยไปมาอยู่ภายนอก
ฉันรับรู้ว่า เกิดอะไรขี้นอย่างไรเท่านั้น เมื่อปิดกั้นได้ ฉันพบว่า ฉันไม่หวั่นไหว
เป็นทุกข์เป็นสุข ตามสิ่งแวดล้อมภายนอก ที่มันเปลี่ยนไปอีกแล้ว ฉันจำวันนั้นได้
ฉันทำสำเร็จจนได้ ต่อมาฉันจึงมีเกราะกำบังทุกครั้ง ที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้คน
ในขณะที่ฉันปลอดภัยจาก การถูกกระทบ และถูกทำร้ายได้ง่ายทางความรู้สึก
ฉันอาจมีท่าทีเฉย เมย เย็นชา และปฏิเสธได้อย่างง่ายดายด้วยเช่นกัน
 |