|

ฉันยังคงเป็นคนๆเดิมที่ปล่อยให้ตัวเองดำเนินอยู่ในความสุข ความทุกข์
เหมือนคนที่ลอยคออยู่กลางทะเล ปล่อยตัวให้กระแสน้ำพัดไปมากับพายุอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง
คือเมื่อโกธรก็คือโกธร เกลียดก็คือเกลียด และไม่สามารถจะหาวิธีใดมาละลายอารมณ์และความรู้สึกในด้านลบของตัวเองได้
และทั้งที่คนที่ฉันกำลังรู้สึกโกธรหรือเกลียดนั้นไม่ได้อยู่ตรงหน้า
ไม่ได้รับรู้ถึงอารมณ์ที่มันกำลังเกิดขึ้นในใจแม้แต่น้อย คงมีแต่ตัวฉันเองที่กำลังเป็นทุกข์กับการละความเกลียดที่มันระอุอยู่ภายในตัวตนของฉันไม่ได้
ฉันคงไม่เคยเห็นภาพของตัวเองในวันที่เกิดความรู้สึกเกลียดชังใคร
ถ้าไม่มีเพื่อนใหม่ที่เพิ่งได้พบหน้ากันในวันแรกเดินเข้ามาหาฉัน
และบอกให้ฉันมีเมตตาต่อตัวเอง
มันเป็นคำแนะนำที่กระทบใจของฉันอย่างสาหัส เพราะฉันตระหนักดีว่าการเป็นคนที่มีความรู้สึกรุนแรงไม่ได้เป็นสิ่งที่ดี
ไม่ว่าจะรักแรงหรือเกลียดแรง อะไรที่มันมากเกินไปย่อมไม่เกิดผลดีทั้งนั้น
เพียงแต่ที่ผ่านมา ฉันไม่สามารถหาวิธีใดที่จะละอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้อย่างเหมาะสม
ในชั่วโมงต่อจากนั้นเราทั้งคู่ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติถึงเรื่องนพลักษณ์ที่เราต่างมี
แน่นอนในความรู้แค่เพียงผิวของแก่นนพลักษณ์ที่ฉันมีอยู่ คำถามแรกที่ฉันถาม
กัลยาณมิตรผู้นั้นก็คือ ฉันเป็นคนเบอร์ไหน ?
ปัจจุบันนี้ฉันยังไม่แน่ใจในลักษณ์ของตัวเองชัดเจนแน่นอน เพื่อนผู้ศึกษานพลักษณ์ปฏิเสธที่จะระบุว่าฉันเป็นคนลักษณ์ใด
เพราะไม่ใช่วิสัยที่ผู้ศึกษานพลักษณ์จะระบุว่าบุคคลใดเป็นลักษณ์ไหน
นั่นคือเหตุผลที่เพื่อนผู้นี้กล่าวกับฉันในวันแรกที่เราทำความรู้จักกัน
และถึงแม้ในวันนี้ ที่เราต่างคุ้นเคยกันมากขึ้นเธอก็ไม่ยอมที่จะลงความเห็นว่าฉันเป็นคนลักษณ์ไหน
สิ่งที่เธอทำสม่ำเสมอคือ ให้คำแนะนำและให้กำลังใจที่จะให้ฉันค้นหาตัวเอง
สิ่งที่ฉันได้จากการศึกษานพลักษณ์ในระยะเบื้องต้น
คือการคิดที่แตกต่างจากที่ตัวฉันเคยคิด แน่นอน คนเราทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่เราจะต้องหยุดคิด
และ ตั้งคำถามกับตัวเองเสมอเมื่อเราประสบกับภาวะที่ก่อให้เราเป็นทุกข์
ตัวฉันในปัจจุบันนี้ยังคงมีและเป็นทุกข์กับสิ่งที่เข้ามากระทบใจ
ความทุกข์ไม่ได้หายไปและไม่เคยหายไป ฉันเพียงแต่เลือกที่จะเปลี่ยนความใส่ใจของตัวเองเสียใหม่
จากที่เคยโยนใส่แต่ปัจจัยภายนอก ก็หัดใส่ใจในตัวเองแทน ตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ทำไมถึงเป็นทุกข์... ทำไมถึงเสียใจ... ทำไมถึงไม่พอใจ... นับว่าเป็นก้าวเริ่มต้นในการพยายามทำความเข้าใจตัวเอง
มันยากในตอนเริ่มต้น และบางทีก็ไม่สามารถเริ่มต้นได้ด้วยซ้ำ
หลายๆ ครั้งสติและอารมณ์ฉันกระเจิงไปแล้วเมื่อมีอะไรมากระทบใจทำให้โกรธ
เพียงแต่ว่า จากที่ไม่เคยมองเห็นตัวเองเสียเลยก็เริ่มที่จะมองเห็นตัวเองว่า
อ้อ..โกรธ แล้วจะโกรธอยู่ตรงนี้ หรือจะเดินจากไป... จะยังคงโกรธอยู่
หรือแทนที่จะโกรธคนอื่น สิ่งอื่น ก็หันมาถามตัวเองว่า ทำไมถึงโกรธ...
แค่เริ่มต้นด้วยคำถามนี้ได้... จากนั้น ก็จะมีคำถามอื่นๆตามมาอีกให้เราได้ขบขันกับอาการสติแตกของตัวเอง
ถึงตอนนั้น ฉันก็ลืมไปแล้วว่า เมื่อกี้ฉันโกรธใครบางคนไปแล้ว
ไม่พอใจใครบางคนไปแล้ว
สำหรับฉันการใส่ใจกับคำถาม-คำตอบของตัวเอง มันเป็นทริคเล็กๆ
ที่จะทำให้ฉันผ่อนคลายจากอาการเป็นไปอย่างอัตโนมัติของตัวเอง
จากที่มีอาการโดยอัตโนมัติอย่างอัตโนมัติในทันที ก็กลายเป็นเบาได้บ้าง
ชะงักเสียบ้าง และหยุดได้บ้าง จากที่เคยเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติทุกครั้ง
ก็กลายเป็นรู้ตัวเสียส่วน ลืมตัวเสียอีกหลายๆ ส่วน
ฉันเชื่อในเรื่องของการฝึกหัด ทำซ้ำๆ อะไรก็ตามที่เราฝึกฝนอยู่บ่อยๆ
ทำซ้ำๆจนเกิดความเคยชินท้ายที่สุดมันก็จะดำเนินไปอย่างอัตโนมัติ
มันคือการเลือกปุ่มออโต้แบบที่เคยเป็นมา (เป็นไปตามอารมณ์ในขณะปัจจุบัน)
หรือแบบที่ตั้งใจจะเป็น (ฝึกตั้งคำถาม ให้ความใส่ใจมาอยู่ที่ตัวเอง)
สำหรับคนที่ทำทุกอย่างตามอารมณ์ที่มันบังเกิด ณ.เวลาในปัจจุบันอย่างตัวฉัน
จะให้ฝึกหยุดนิ่งคิดถึงผลเสียที่จะติดตามมาเป็นเรื่องที่ยากอย่างแสนสาหัส
สิ่งที่ง่ายกว่านั้น คือการถามตัวเองว่า โกธรทำไม.... เสียใจทำไม.....
ไม่พอใจทำไม....
การศึกษาเรื่องนพลักษณ์ไม่ได้ยาก แต่การนำมาใช้ในชีวิตจริงต่างหากที่ยากมากกว่า
เพราะสิ่งแรกที่ต้องมีคือสติ คนเรามีเทคนิคในการใช้สติแตกต่างกัน
แต่ที่ไม่แตกต่างกัน นั่นคือการเริ่มต้น และฝึกหัดที่จะใช้สติ
ลำดับต่อมาคือการยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่จริงๆ
ฉันเคยลองลอกเปลือกตัวเองในบางเรื่อง บอกได้ว่าเป็นเรื่องที่ยากมากกับการจะยอมรับในสิ่งที่ตัวตนเป็นอยู่
แต่เมื่อได้มองเห็นตัวเอง ได้เริ่มทำความเข้าใจตัวเองสักเรื่อง
มันก็คือจุดเริ่มต้นที่จะเข้าใจตัวเองมากเรื่องยิ่งขึ้น เมื่อมีประสบการณ์ที่ในการทำความเข้าใจตัวเองเสียแล้ว
ก็จะเข้าใจคนที่เรารักมากขึ้น จากความเคยชินก็กลายเป็นอุปนิสัยที่จะทำให้เราเข้าใจคนที่เราไม่เข้าใจได้ง่ายขึ้น
อยู่ร่วมกันโดยสันติยิ่งขึ้น ด้วยพื้นฐานของการเข้าใจตนเองและผู้อื่น
|