Home
   
           
     

ณัฐศิรี ทวีศรี …...........ธันวาคม 2550
                                                  

 
 
   
 

 


ฉันยังคงเป็นคนๆเดิมที่ปล่อยให้ตัวเองดำเนินอยู่ในความสุข ความทุกข์ เหมือนคนที่ลอยคออยู่กลางทะเล ปล่อยตัวให้กระแสน้ำพัดไปมากับพายุอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง คือเมื่อโกธรก็คือโกธร เกลียดก็คือเกลียด และไม่สามารถจะหาวิธีใดมาละลายอารมณ์และความรู้สึกในด้านลบของตัวเองได้ และทั้งที่คนที่ฉันกำลังรู้สึกโกธรหรือเกลียดนั้นไม่ได้อยู่ตรงหน้า ไม่ได้รับรู้ถึงอารมณ์ที่มันกำลังเกิดขึ้นในใจแม้แต่น้อย คงมีแต่ตัวฉันเองที่กำลังเป็นทุกข์กับการละความเกลียดที่มันระอุอยู่ภายในตัวตนของฉันไม่ได้
ฉันคงไม่เคยเห็นภาพของตัวเองในวันที่เกิดความรู้สึกเกลียดชังใคร ถ้าไม่มีเพื่อนใหม่ที่เพิ่งได้พบหน้ากันในวันแรกเดินเข้ามาหาฉัน และบอกให้ฉันมีเมตตาต่อตัวเอง มันเป็นคำแนะนำที่กระทบใจของฉันอย่างสาหัส เพราะฉันตระหนักดีว่าการเป็นคนที่มีความรู้สึกรุนแรงไม่ได้เป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะรักแรงหรือเกลียดแรง อะไรที่มันมากเกินไปย่อมไม่เกิดผลดีทั้งนั้น เพียงแต่ที่ผ่านมา ฉันไม่สามารถหาวิธีใดที่จะละอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้อย่างเหมาะสม
ในชั่วโมงต่อจากนั้นเราทั้งคู่ได้แลกเปลี่ยนทัศนคติถึงเรื่องนพลักษณ์ที่เราต่างมี แน่นอนในความรู้แค่เพียงผิวของแก่นนพลักษณ์ที่ฉันมีอยู่ คำถามแรกที่ฉันถาม กัลยาณมิตรผู้นั้นก็คือ ฉันเป็นคนเบอร์ไหน ?

ปัจจุบันนี้ฉันยังไม่แน่ใจในลักษณ์ของตัวเองชัดเจนแน่นอน เพื่อนผู้ศึกษานพลักษณ์ปฏิเสธที่จะระบุว่าฉันเป็นคนลักษณ์ใด เพราะไม่ใช่วิสัยที่ผู้ศึกษานพลักษณ์จะระบุว่าบุคคลใดเป็นลักษณ์ไหน นั่นคือเหตุผลที่เพื่อนผู้นี้กล่าวกับฉันในวันแรกที่เราทำความรู้จักกัน และถึงแม้ในวันนี้ ที่เราต่างคุ้นเคยกันมากขึ้นเธอก็ไม่ยอมที่จะลงความเห็นว่าฉันเป็นคนลักษณ์ไหน สิ่งที่เธอทำสม่ำเสมอคือ ให้คำแนะนำและให้กำลังใจที่จะให้ฉันค้นหาตัวเอง

สิ่งที่ฉันได้จากการศึกษานพลักษณ์ในระยะเบื้องต้น คือการคิดที่แตกต่างจากที่ตัวฉันเคยคิด แน่นอน คนเราทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่เราจะต้องหยุดคิด และ ตั้งคำถามกับตัวเองเสมอเมื่อเราประสบกับภาวะที่ก่อให้เราเป็นทุกข์ ตัวฉันในปัจจุบันนี้ยังคงมีและเป็นทุกข์กับสิ่งที่เข้ามากระทบใจ ความทุกข์ไม่ได้หายไปและไม่เคยหายไป ฉันเพียงแต่เลือกที่จะเปลี่ยนความใส่ใจของตัวเองเสียใหม่ จากที่เคยโยนใส่แต่ปัจจัยภายนอก ก็หัดใส่ใจในตัวเองแทน ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมถึงเป็นทุกข์... ทำไมถึงเสียใจ... ทำไมถึงไม่พอใจ... นับว่าเป็นก้าวเริ่มต้นในการพยายามทำความเข้าใจตัวเอง

มันยากในตอนเริ่มต้น และบางทีก็ไม่สามารถเริ่มต้นได้ด้วยซ้ำ หลายๆ ครั้งสติและอารมณ์ฉันกระเจิงไปแล้วเมื่อมีอะไรมากระทบใจทำให้โกรธ เพียงแต่ว่า จากที่ไม่เคยมองเห็นตัวเองเสียเลยก็เริ่มที่จะมองเห็นตัวเองว่า อ้อ..โกรธ แล้วจะโกรธอยู่ตรงนี้ หรือจะเดินจากไป... จะยังคงโกรธอยู่ หรือแทนที่จะโกรธคนอื่น สิ่งอื่น ก็หันมาถามตัวเองว่า ทำไมถึงโกรธ... แค่เริ่มต้นด้วยคำถามนี้ได้... จากนั้น ก็จะมีคำถามอื่นๆตามมาอีกให้เราได้ขบขันกับอาการสติแตกของตัวเอง ถึงตอนนั้น ฉันก็ลืมไปแล้วว่า เมื่อกี้ฉันโกรธใครบางคนไปแล้ว ไม่พอใจใครบางคนไปแล้ว
สำหรับฉันการใส่ใจกับคำถาม-คำตอบของตัวเอง มันเป็นทริคเล็กๆ ที่จะทำให้ฉันผ่อนคลายจากอาการเป็นไปอย่างอัตโนมัติของตัวเอง จากที่มีอาการโดยอัตโนมัติอย่างอัตโนมัติในทันที ก็กลายเป็นเบาได้บ้าง ชะงักเสียบ้าง และหยุดได้บ้าง จากที่เคยเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติทุกครั้ง ก็กลายเป็นรู้ตัวเสียส่วน ลืมตัวเสียอีกหลายๆ ส่วน

ฉันเชื่อในเรื่องของการฝึกหัด ทำซ้ำๆ อะไรก็ตามที่เราฝึกฝนอยู่บ่อยๆ ทำซ้ำๆจนเกิดความเคยชินท้ายที่สุดมันก็จะดำเนินไปอย่างอัตโนมัติ มันคือการเลือกปุ่มออโต้แบบที่เคยเป็นมา (เป็นไปตามอารมณ์ในขณะปัจจุบัน) หรือแบบที่ตั้งใจจะเป็น (ฝึกตั้งคำถาม ให้ความใส่ใจมาอยู่ที่ตัวเอง)
สำหรับคนที่ทำทุกอย่างตามอารมณ์ที่มันบังเกิด ณ.เวลาในปัจจุบันอย่างตัวฉัน จะให้ฝึกหยุดนิ่งคิดถึงผลเสียที่จะติดตามมาเป็นเรื่องที่ยากอย่างแสนสาหัส สิ่งที่ง่ายกว่านั้น คือการถามตัวเองว่า โกธรทำไม.... เสียใจทำไม..... ไม่พอใจทำไม....
การศึกษาเรื่องนพลักษณ์ไม่ได้ยาก แต่การนำมาใช้ในชีวิตจริงต่างหากที่ยากมากกว่า เพราะสิ่งแรกที่ต้องมีคือสติ คนเรามีเทคนิคในการใช้สติแตกต่างกัน แต่ที่ไม่แตกต่างกัน นั่นคือการเริ่มต้น และฝึกหัดที่จะใช้สติ ลำดับต่อมาคือการยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่จริงๆ ฉันเคยลองลอกเปลือกตัวเองในบางเรื่อง บอกได้ว่าเป็นเรื่องที่ยากมากกับการจะยอมรับในสิ่งที่ตัวตนเป็นอยู่ แต่เมื่อได้มองเห็นตัวเอง ได้เริ่มทำความเข้าใจตัวเองสักเรื่อง มันก็คือจุดเริ่มต้นที่จะเข้าใจตัวเองมากเรื่องยิ่งขึ้น เมื่อมีประสบการณ์ที่ในการทำความเข้าใจตัวเองเสียแล้ว ก็จะเข้าใจคนที่เรารักมากขึ้น จากความเคยชินก็กลายเป็นอุปนิสัยที่จะทำให้เราเข้าใจคนที่เราไม่เข้าใจได้ง่ายขึ้น อยู่ร่วมกันโดยสันติยิ่งขึ้น ด้วยพื้นฐานของการเข้าใจตนเองและผู้อื่น






 

 
  กลับ  
     
   
           
           
@ Copyright 2006 THAI ENNEAGRAM ASSOCIATION