Home  
 
 
ท่านรู้จักนพลักษณ์...ในเหลี่ยมไหน ?

โดย ปวินธน์ พุฤฒินันท์

   

 

การศึกษานพลักษณ์ ก็ไม่ต่างกับการศึกษาเรื่องอื่นๆ ที่ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบเดียวกัน ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับคือ การศึกษาในเชิงทฤษฎละการศึกษาในเชิงปฏิบัติ

การศึกษาในเชิงทฤษฎีนั้น คือ ความรู้ที่มาจากการเก็บข้อมูล แล้วนำมาจำแนกประเภทอย่างมีความหมาย เช่น ก้อนหิน ดิน ทราย ในระดับสูงขึ้นมา ความรู้เช่นนี้ต้องอาศัยความสามารถในการวิเคราะห์ เชื่อมโยง ข้อมูลพื้นฐาน ผ่านกฎเกณฑ์การโยงใย และสรุปรวบยอดที่เป็นวิทยาศาสตร์ เช่น หลักคณิตศาสตร์ หรือ ตรรกะ (Logic) เพื่อสรุปผลลัพธ์ที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ เช่น เม็ดทรายรวมกัน เท่ากับ ก้อนหิน

   
 


..
.อย่างไรก็ตาม การศึกษาในเชิง
ปฎิบัตินั้น เป็นเรื่องค่อนข้างยากลำบาก สำหรับคนสมัยใหม่ ...
พวกเขาแตกฉานเรื่องสิ่งภายนอกมากมาย แต่ไม่รู้จักหรือเข้าใจตนเองแม้แต่น้อย ผลลัพธ์คือ ยิ่งรู้มากก็ยิ่งทุกข์มาก ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ความรู้เหล่านั้น ไม่สามารถทำให้พวกเขาพ้นทุกข์ได้เลย...

 
 
 

จะเห็นได้ว่า การศึกษาเชิงทฤษฎีนี้ ต้องอาศัยความสามารถในเชิงจดจำ และวิเคราะห์ข้อมูล หรือที่เรียกว่า “ความฉลาด” (Intellect) นั่นเอง ในทางการแพทย์ ความสามารถนี้ เกิดจากการแตกกิ่งก้านของเซลล์ในสมอง เพื่อเชื่อมโยงเซลล์ต่างๆ เข้าด้วยกัน และเป็นความสามารถ ที่มาจากสมองซีกซ้ายของมนุษย์เป็นหลัก

การศึกษาในอีกระดับหนึ่ง คือการศึกษาในเชิงปฏิบัตหรือความรู้เชิงประยุกต์ (Applied Knowledge) กล่าวกันว่าผู้ที่มีความรู้ทางทฤษฎี แต่ไม่สามารถปฏิบัติให้เกิดผลได้ ถือว่ายังไม่แตกฉานในวิชานั้น พูดง่ายๆคือ รู้ไม่จริงนั่นเอง ข้อแตกต่างที่สำคัญคือความรู้ในเชิงปฏิบัตินี้ เป็นข้อสรุปที่ได้มาจากประสบการณ์ตรงของบุคคล ที่สั่งสมจนตกผลึกเป็น “ความตระหนักรู้” ที่เกิดขึ้นในใจ ไม่ใช่จากการคิด และเป็นความรู้เฉพาะตัว ที่ไม่สามารถเรียนทางอ้อมหรือถ่ายทอดให้กัน โดยใช้สูตรการวิเคราะห์กับฐานข้อมูลดิบที่เป็นสากลได้

ความรู้เช่นนี้ต้องอาศัยเวลา ในการสั่งสมประสบการณ์ และความสามารถทางจิตที่ต้องผ่านการฝึกฝนพัฒนา ให้สามารถรับรู้ สิ่งที่มากระทบทางอายตนะต่างๆ ได้เป็นอย่างดี และมีสติที่เข้มแข็งฉับไว สามารถยึดจับสิ่งที่ผ่านเข้ามาในการรับรู้ เพื่อการพิจารณาตรวจสอบด้วยสมาธิที่มั่นคง จนสามารถได้ข้อสรุปถึงสภาวะ หรือกฎเกณฑ์ที่มีอยู่ในธรรมชาตินั้นๆ และข้อสรุปนี้เองก็คือความรู้เชิงประจักษ์ ซึ่งมาจากประสบการณ์ตรง โดยผ่านความสามารถของการเรียนรู้อีกแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า “ปัญญา” (Wisdom) นั่นเอง ซึ่งทางการแพทย์ระบุว่ามาจากสมองซีกขวาของมนุษย์เป็นหลัก

การศึกษานพลักษณ์ให้ได้ผลจะต้องกระทำทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติ ในทางทฤษฎี อาจได้จากการอ่านหนังสือ และบทความ รวมทั้งการอบรม สัมมนาต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลพื้นฐาน และกฎเกณฑ์ในการแบ่งจำแนกข้อมูล เช่น ศูนย์และลักษณ์ต่างๆ  ตลอดจนตัวอย่างการวิเคราะห์รวบยอดข้อมูลเหล่านั้น ออกมาเป็นทฤษฎีต่างๆ เช่น โลกทัศน์ กลไกป้องกันตนเอง สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยรองรับการศึกษาในระดับสูงต่อไป

อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้นพลักษณ์แทบจะไม่ให้ประโยชน์อันใด หากผู้ศึกษาไม่นำเอาความรู้นี้ไปปฏิบัติกับตัวเอง ด้วยการนำทฤษฎีเหล่านี้ มาประยุกต์ใช้ และค้นคว้าตรวจสอบกับชีวิตจริงของตน จนตกผลึกเป็นความรู้เชิงประจักษ์ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างแท้จริง เพราะการศึกษาแต่เพียงทฤษฎี อาจถึงจุดอิ่มตัวได้สักวัน แต่การศึกษาในเชิงประยุกต์นี้ไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งลงลึกในชีวิตจริงเท่าไรก็ยิ่งค้นพบสิ่งใหม่ให้เรียนรู้ และตกผลึกทางปัญญามากขึ้นเท่านั้น เมื่อนั้นทฤษฎีนพลักษณ์ จะโลดแล่นออกมาจากหน้าหนังสือ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เราสัมผัสได้

อย่างไรก็ตาม การศึกษาในเชิงปฎิบัตินั้น เป็นเรื่องค่อนข้างยากลำบาก สำหรับคนสมัยใหม่ ที่เติบโตมากับระบบการศึกษาตามแนวตะวันตก ที่เน้นการเรียนรู้เชิงข้อมูล และการวิเคราะห์ ทำให้เรามีบัณฑิตมากมาย ที่เปี่ยมไปด้วยพลังสมองซีกซ้าย เป็นคนฉลาดหลักแหลมแต่ไม่มีปัญญา พวกเขาแตกฉานเรื่องสิ่งภายนอกมากมาย แต่ไม่รู้จักหรือเข้าใจตนเองแม้แต่น้อย ผลลัพธ์คือ ยิ่งรู้มากก็ยิ่งทุกข์มาก ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ความรู้เหล่านั้น ไม่สามารถทำให้พวกเขาพ้นทุกข์ได้เลย

เพื่อการรู้แจ้งเห็นจริง พวกเราจะต้องเริ่มต้นการเรียนรู้แบบใหม่ ที่เน้นการเจริญสติ ฝึกฝนสมาธิ  และสร้างภูมิปัญญา ซึ่งก็คือวิถีการเรียนรู้ดั้งเดิมของตะวันออกเรานั่นเอง และด้วยวัตถุประสงค์นี้เอง ที่เวบไซด์นพลักษณ์ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยมุ่งเน้นเรื่องการประยุกต์ มากกว่าการลอกทฤษฎีมาทั้งดุ้น จะเห็นได้ว่า นอกจากคอลัมน์ “วิชาการ” แล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่บนเวบไซด์นพลักษณ์แห่งนี้ จึงเป็นเรื่องราวต้นฉบับ (Original) จากการคิดเองทำเอง ที่ได้มาจากประสบการณ์ของการนำเอาทฤษฎีนพลักษณ์ ไปใช้กับชีวิตจริง .
   
       
   
  กลับ
 
       
 
   
 
@ Copyright 2006 THAI ENNEAGRAM ASSOCIATION