คำถามที่อาตมาได้รับบ่อยมากคือ
หลังจากผ่านการอบรมนพลักษณ์ไปแล้วควรศึกษาต่ออย่างไร อยากจะฝากหลักการเบื้องต้นให้ไว้ดังนี้
ก่อนอื่นทีเดียวอยากบอกว่า ไม่ต้องรีบร้อนพยายามจะค้นพบว่าตนเองเป็นลักษณ์ใด
ไม่ต้องรีบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปก็ได้ เพราะจริงๆ แล้วการสรุปหาเบอร์ลักษณ์ของตนเองนั้น
ไม่ใช่เป้าหมายปลายทางของการศึกษานพลักษณ์ แต่จุดสำคัญอยู่ที่การเรียนรู้ตนเองมากกว่า
เพราะฉะนั้นขอให้ใช้นพลักษณ์เป็นเครื่องมืออันหนึ่ง เพื่อการรู้จักและพัฒนาตนเอง
ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ตนเองนี้ อาจพอสรุปเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
อันดับแรก ต้องเฝ้าสังเกตศึกษาตนเอง จะเฝ้าสังเกตอย่างไร
เรื่องนี้ก็คือวิธีเดียวกับการปฏิบัติธรรม เช่น การเจริญสติ ฝึกสมาธิ อาณาปานสติ ถ้าต้องการรายละเอียดเรื่องนี้ขอให้ดูได้จากหนังสือ
(นพลักษณ์เล่มเล็ก: คู่มือเข้าถึงตน โดย สันติกโรภิกขุ สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง)
มีตอนหนึ่งเกี่ยวกับการเฝ้าสังเกตตัวเอง ซึ่งในเรื่องเฝ้าสังเกตตัวเองก็เป็นเรื่องราวที่มีอยู่ในพุทธศาสนาอยู่แล้ว
แต่อาตมานำมาเรียบเรียงใหม่ให้สอดคล้องกับนพลักษณ์ บทนี้จะแนะนำว่าควรเฝ้าสังเกตอย่างไร
อะไรบ้าง สรุปว่านี่คือด้านหนึ่งของการเรียนรู้ คือการศึกษาตัวเอง
อีกด้านหนึ่งก็คือการศึกษานพลักษณ์จากทฤษฎีนพลักษณ์ ก็โดยเริ่มจากการอ่านหนังสือครั้งหนึ่งก่อนแล้ว
ถ้าเริ่มคิดว่าเราน่าเป็นเบอร์ 3 ก็อ่านเบอร์ 3 อีกสัก 10 เที่ยว
แต่อ่านอาทิตย์ละครั้งไม่ใช่อ่าน10เที่ยวในวันเดียวจบ มันจะเวียนหัว
แต่อ่านอาทิตย์ละครั้ง เพราะว่าการอ่านแต่ละครั้งจะเข้าใจอะไรใหม่ๆ
เพิ่มทุกครั้ง อย่าไปคิดว่าอ่านแล้วก็พอ อันนี้เป็นจุดอ่อนของการศึกษาไทย
ต้องขอโทษด้วย คนไทยอ่านหนังสือเพื่อสอบไม่ใช่อ่านเพื่อรู้ ความคิดแบบนี้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และการศึกษาธรรมะ
เพราะเข้าใจว่าอ่านแล้วไม่ต้องอ่านอีก จบแล้วไม่ต้องศึกษาอีก แต่เพื่อความเข้าใจถ่องแท้บางเรื่องต้องอ่านหลายเที่ยว
การศึกษาในระดับต่อไปคือการมองทฤษฎีจากชีวิตจริงของเรา
และเอามันไปประยุกต์ใช้ ซึ่งในขั้นตอนนี้ จะไม่สามารถทำได้ ด้วยการปิดประตูอ่านหนังสือคนเดียว
การมีกัลยาณมิตร เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ จากการปฎิบัติของแต่ละคน
จะมีส่วนช่วยในกระบวนการเรียนรู้ตรงนี้ได้มาก ซึ่งเดี่ยวนี้ก็กำลังมีเครือข่ายในแวดวงนพลักษณ์
ที่พยายามสร้างกิจกรรมเพื่อพบปะกันอยู่บ้างแล้ว
ทุกครั้งที่มีการพบปะกันก็จะมีการแลกเปลี่ยน บางครั้งก็มีวิทยากร
เช่น อาตมา หรือท่านอื่นๆ แต่บางครั้งก็ไม่มีท่านวิทยากร แต่ให้ผู้เข้าร่วมเล่าประสบการณ์แลกเปลี่ยนกัน
เพราะคนที่อธิบายความเป็นเบอร์ 7 ได้ดีที่สุด ก็คือตัวเบอร์ 7 เอง
และถ้าอยากจะเข้าใจเบอร์ 3 ก็ควรหาคนเบอร์ 3 ไปพูดคุยด้วย กิจกรรมเพื่อการศึกษาทำนองนี้สามารถจัดได้ง่าย
ซึ่งพวกเราสามารถแลกเปลี่ยนกันเอง อ่านหนังสือให้เข้าใจแล้วลองเปรียบเทียบกับตัวเอง
จะสามารถประติดประต่อให้เป็นเรื่องราวที่เราสามารถเล่าให้ผู้อื่นฟังได้
ซึ่งในทางกลับกันการสามารถถ่ายทอดให้ผู้อ่านเข้าใจได้ ก็เท่ากับว่าเราได้เรียนรู้แล้วนั่นเอง
สรุปว่าเราควรศึกษาทั้ง 2 ฝ่ายทฤษฎีและปฏิบัติแล้วมันจะค่อยปรับเข้าหากัน
ที่จริงวิธีนี้เราก็ใช้กับพุทธศาสนาเหมือนกัน เช่น ไปอ่านหนังสือธรรมะแล้วก็เป็นความรู้ที่มาจากการอ่าน
แต่ยังไม่รู้จริง อ่านพระไตรปิฎกสักกี่เที่ยวก็ยังไม่รู้จริงต้องเอาไปดูกับตัวเองด้วย
เพราะเมื่อดูในตัวเองจะได้ความรู้ที่พบจากชีวิตจริง ซึ่งจะไปปรับความเข้าใจที่ได้มาจากหนังสือ
ในทางกลับกันความรู้จากหนังสือก็จะช่วยเราค้นพบความจริงในตัวเองด้วย
สอง อย่างนี้มันช่วยกัน นพลักษณ์ก็เช่นกัน ทฤษฎีในหนังสือกับสิ่งที่ค้นพบในตัวเองก็คอยปรับกันให้มันลึกลงไปเรื่อยๆ
ชัดขึ้น เป็นจริงมากขึ้น จึงขอแนะนำวิธีการศึกษาแบบนี้ต่อไป
ถ้ามีเพื่อนที่สนใจนพลักษณ์ด้วยก็ควรแลกเปลี่ยนกับเขาตามโอกาส
เช่น เบอร์ 9 อาตมาก็ได้ศึกษามามากพอสมควร จากพระที่อยู่ด้วยกัน
เราเป็นเบอร์ 1 ท่านเป็นเบอร์ 9 เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งๆ ก็แลกเปลี่ยนกันว่า
เบอร์ 9 คิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร เบอร์1เป็นอย่างไร ทำให้สามารถคลี่คลายปัญหาได้เร็ว
แล้วเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น
เบอร์ 4 ก็มีลักษณะบางอย่างที่คล้ายเบอร์ 3 อาตมารู้จักกับพระเบอร์
4 ที่ช่วงหนึ่งมีพฤติกรรมค่อนข้างไร้สาระ อาตมาก็เลยใช้นพลักษณ์ไปวิเคราะห์ว่า
ทำไมท่านมีพฤติกรรมเช่นนั้น ซึ่งท่านก็ไม่ยอมรับเพราะว่าต้องรักษาภาพพจน์
สำหรับคนเบอร์ 3 หากเราไปหาว่าท่านงี่เง่า ท่านยิ่งตอบโต้ แต่มาทีหลัง
เราก็เรียนรู้และพูดคุยกันมากขึ้นปัญหาก็หายไป แล้วความเป็นเพื่อนก็สนิทขึ้น
คือผลที่ดีก็เป็นผลมาจากการอ่านหนังสือบ้าง แต่ที่สำคัญคือการแลกเปลี่ยนกับคนอื่น
จะได้เข้าใจจริงๆ และนพลักษณ์ก็จะมีชีวิต ไม่เป็นทฤษฎีแห้งๆ แต่เป็นชีวิตจริงของมนุษย์
ควรทำการศึกษาแลกเปลี่ยนเช่นนี้กับคน 3
คน 4, 5, 6, 7 จนครบแล้วเราจะพบว่า แม้ในแต่ละลักษณ์เองก็มีความหลากหลายด้วย เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดว่าคน
1 ทุกคนจะเหมือนอาตมา เช่น อาตมาเป็นคน 1 ที่ชอบพูด อาจจะมาจากอิทธิพลที่ตั้งแต่เล็กเป็นหัวหน้าห้อง
จึงทำให้ต้องพูดมาก แต่เบอร์ 1 ที่ไม่ชอบพูดก็มี เบอร์ 5 ที่ไม่พูดเลยก็มี
พูดบ้างก็มี แต่พูดมากไม่ค่อยเจอ ดังนั้นขออย่าได้เอาคนใดคนหนึ่งที่เรารู้จักเป็นสเป๊ค
(ต้นแบบ) ของเบอร์นั้น แล้วคิดว่าคนเบอร์นั้นๆ จะต้องเหมือนกับคนนี้ในทุกๆเรื่อง
อยากให้ค่อยๆทำความรู้จักคนแต่ละเบอร์ ให้หลากหลายด้วย แล้วจะเห็นถึงจุดร่วมและจุดต่างที่น่าสนใจ
และเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้นพลักษณ์ และการพัฒนาตนเองยิ่งๆขึ้นไป  |