|
"
รู้จักนพลักษณ์ครั้งแรกปี 2550
" การใช้นพลักษณ์ในชีวิตประจำวัน
เมื่อประการแรก ตัวเราเองจะรู้เท่าทันความคิดและพฤติกรรมต่าง
ๆ ที่ทำออกไปได้มากขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้มากทุก ๆ ขณะ
หรือทุก ๆ เรื่องก็ตามที แต่เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้ศึกษานพลักษณ์นั้นก็จัดว่ามากขึ้นมาพอสมควร
เช่น เวลาที่อยู่บนโต๊ะอาหาร เมื่อคุณแม่บอกให้รับประทานโน่นรับประทานนี่อยู่เรื่อย
ๆ เมื่อก่อนมักเกิดความหงุดหงิดค่อนข้างมาก หงุดหงิดและอึดอัดตรงที่ท่านช่างมากำกับพฤติกรรมเรามากเสียเหลือเกิน
แม้กระทั่งเรื่องที่ว่าเราจะหยิบอะไรเข้าปากก็ยังต้องถูกกำกับ
แทรกแซง หรือรุกล้ำ
มาเดี๋ยวนี้ เราเริ่มรู้เท่าทันความรู้สึกในส่วนนี้ได้เร็วขึ้น
เมื่อรู้แล้วก็อยากจะปล่อย ๆ มันไป เพราะเข้าใจว่าธรรมชาติของตัวเรานั้นไม่ชอบสิ่งนี้
เมื่อเข้าใจแค่นี้แล้ว หากปล่อยให้มันผ่าน ๆ ก็สบาย ไม่มีอะไรต้องมานั่งหงุดหงิดต่อ
ในขณะเดียวกัน ก็รู้ต่อไปได้อีกว่า คุณแม่นั้น แท้ที่จริงแล้วท่านอาจจะมีความเป็นผู้ให้
อยากให้แก่คนที่ท่านหวังดีด้วย เมื่อให้แล้ว และคนที่ท่านให้เปิดโอกาสของการให้นั้นด้วยการยอมที่จะรับ
ท่านก็คงจะรู้สึกดี เห็นว่าสิ่งที่ทำนี้มีคุณค่า และเกิดความสุขได้นั่นเอง
รู้เสียเช่นนี้ ความอึดอัดต่าง ๆ มันก็ค่อยคลายออกไม่หนักอกหนักใจมากเหมือนเมื่อก่อน
ประการต่อมา เวลาที่ไปพบเจอเรื่องที่กระทบกระทั่งกันระหว่างบุคคล
ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก็ตาม เราจะรู้เท่าทันที่มาแห่งการแสดงออกของพฤติกรรมต่าง
ๆ ของคนเหล่านั้นได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เกิดความเข้าใจว่า ที่เขาเอะอะโวยวายก็เพราะเขาอาจมีความเป็นลักษณ์ที่ทำให้เขามักตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วยพลังท้อง
หรือว่า ที่เขาไม่อาจให้เวลาหรือความรู้เนื้อรู้ตัวของเขามาจดจ่อกับเราหรือสิ่งที่เรานำเสนอเพื่อเขาได้นานอย่างที่เราคาดหวัง
ก็เพียงเพราะเขาอาจมีความเป็นลักษณ์ที่ทำให้เขาใช้พลังสมองในลักษณะกระโดดไปกระโดดมาในความคิดตลอดเวลา
มันเป็นลักษณะของเขาอย่างนั้นเอง เป็นต้น เมื่อเรารู้เสียเช่นนี้แล้ว
ความผิดไปจากความคาดหวังของเราก็ถูกอธิบายได้ นั่นทำให้ทุกข์ที่เกิดจากความผิดหวังดังกล่าวลดน้อยลงไป
จะว่าไปแล้ว ในโลกของเรานี้ เรามักจะทุกข์ร้อนกับเรื่องของ "ทำไม"
มากกว่าเพื่อน จะให้ใครมาบอกเราว่า เรื่องนี้มันเกิด"อะไร"ขึ้น
หรือว่ามันเกิดขึ้นได้"อย่างไร" โดยบอกได้อย่างกระจ่างแจ้งเพียงใดก็ตาม
มันก็ยังไม่แล้วใจเท่ากับว่ามีใครสักคนมาบอกว่า เรื่องนี้เนี่ย
"ทำไม"มันถึงเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่มีคนมากระทำให้เราบาดเจ็บ
โดยเฉพาะบาดเจ็บทางใจ เรามักไม่ค่อยสนใจหรืออยากได้ยินเกี่ยวกับว่า
เรื่องอะไรที่ทำให้เราบาดเจ็บ หรือกระบวนการที่ทำให้เราบาดเจ็บนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
แต่คำถามที่เราเฝ้าวนเวียนถามแม้จะอยู่ในใจอยู่ตลอดเวลาก็คือว่า
"ทำไม"เขาต้องมาทำเรื่องแบบนี้กับเรา "ทำไม"ถึงต้องเป็นเรา
"ทำไม" เราต้องมาเจอะเจอเรื่องแบบนี้พอดี ทำไม ทำไมและทำไม
หากแม้ว่าใครสักคนพอจะให้คำตอบต่อคำถามที่ว่าทำไม ทำไมเหล่านี้ได้บ้าง
เชื่อว่าความทุกข์อกทุกข์ใจที่มีอยู่จะบรรเทาเบาบางลงไปได้เยอะทีเดียว
ซึ่งผมได้เห็นว่า สาระความรู้ในเรื่องของนพลักษณ์สามารถช่วยเติมเต็มในส่วนนี้ได้
ในเรื่องของการพยายามทำความเข้าใจบุคคลอื่นด้วยความรู้ทางนพลักษณ์ในลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น
บางทีมักจะเลยเถิดไปถึงการแอบประทับตราความเป็นลักษณ์ใดลักษณ์หนึ่งให้กับคนอื่น
ๆ ซึ่งผู้ที่ผ่านการอบรมมาจะทราบดีว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ
แต่ในชีวิตประจำวัน เมื่อเจอกับเหตุการณ์ที่มีปฏิสัมพันธ์ต่าง
ๆ ก็อดที่จะแจกลักษณ์แก่คนอื่นไม่ได้ แม้จะเป็นการกระทำอยู่ภายในใจก็ตามที
" การเปลี่ยนแปลงในตนเองหลังจากที่ศึกษานพลักษณ์
ประการแรกคือการรู้เท่าทันพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งของตนเองและของคนอื่น
เมื่อรู้เท่าทันได้มากขึ้นแล้ว ความกระวนกระวายใจว่าทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้
ทำไมเขาถึงคิดแบบนั้นก็บรรเทาลง เกิดความสงบเย็นขึ้นได้มากกว่าแต่ก่อน
บางทีเมื่อเราเห็นการกระทำของคนอื่นที่เราเคยรู้สึกขัดใจ เช่น
การโวยวาย หรือการจับผิด มาตอนนี้พอเรารู้ถึงเหตุผลเบื้องหลังที่ผลักดันพฤติกรรมเหล่านี้ออกมา
กลายเป็นว่า พฤติกรรมพวกนี้ดูเป็นสิ่งน่ารักน่าเอ็นดูไป หรือแม้กระทั่งความน่าชังในตนเองบางเรื่อง
เช่น ความประหม่า ความเก็บตัว หรือความไม่พยายามแข่งขันหรือทะเยอทะยานในการงาน
เหล่านี้เมื่อได้รับการอธิบาย ก็ทำใจยอมรับที่จะอยู่กับมันได้อย่างเท่าทันมากขึ้น
มันเป็นความเบาใจว่าสิ่งเหล่านี้มีที่มาที่ไป และเราจะรับมือกับมันต่อไปได้อย่างไร
ประการต่อมา การศึกษานพลักษณ์เป็นเหมือนบาทฐานของความรู้ที่ว่า
ชีวิตหนึ่งนั้นมีหนทางที่จะต้องไปต่อซึ่งน่าจะหนักหนาสาหัสไม่เบา
การรู้ลักษณ์แล้วไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่มันเป็นเพียงแค่ความรู้หนึ่งที่จะทำให้เราเดินต่อไปได้อย่างสะดวกสบายขึ้น
เห็นหนทางชัดเจนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงสำคัญภายหลังการศึกษานพลักษณ์ของผมก็คือ
การมีความมั่นใจว่าการศึกษาเรื่องจิตเป็นสิ่งสำคัญ ชีวิตหนึ่งที่เกิดมา
หากพลาดการพัฒนาด้านจิตใจแล้ว ถือว่าน่าเสียดายมาก จิตใจเป็นเครื่องมือที่มีพลังมากในการผลักดันหรือนำพาชีวิตเราทั้งชีวิตให้พัฒนาได้อย่างที่พลังทางด้านอื่นไม่อาจจะกระทำให้ได้เท่า
ความรู้ด้านนพลักษณ์ได้ช่วยชี้ให้เห็นทางของการพัฒนาและขัดเกลาอย่างที่ว่านี้
อะไรที่ยังห่อหุ้มใจของเราอยู่ อะไรที่ยังเป็นตัวถ่วงให้เราไม่สามารถพัฒนาสู่ที่สูงขึ้น
อะไรที่ต้องลอกออกลอกออกเพื่อว่าความสดใสเบิกบานภายในอย่างเราควรจะมีจะเป็นจะได้เผยโฉมออกมาเสียที
นพลักษณ์น่าจะพอให้แนวทางที่ว่านี้ได้
สิ่งสุดท้ายในชีวิตนี้ที่จะต้องกระทำก่อนที่จะเรียกได้ว่าเสร็จกิจของการที่ได้เกิดมา
อาจจะเป็นสิ่งที่นพลักษณ์ได้บอกผมไว้ตั้งแต่โอกาสแรก ๆ ที่ได้เข้ามาเรียนรู้
นั่นก็คือ "สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับคนศูนย์หัว
ก็คือการหยุดใช้พลังของหัว หรือหยุดใช้ความคิดที่มันมากล้น"
บางทีการหยุดการปรุงแต่ง หากแต่ประสบอะไรแล้วเพียงแต่วางโดยไม่ปรุงต่อ
อาจจะเป็นภารกิจสุดท้ายนั้น
|