Home
   
           
     

คุณสมสิทธิ์ อัศดรนิธิ (ลักษณ์ 5) ...........พฤศจิกายน 2550
                                                  

 
 
   
 

 
" รู้จักนพลักษณ์ครั้งแรกปี 2550


" การใช้นพลักษณ์ในชีวิตประจำวัน

เมื่อประการแรก ตัวเราเองจะรู้เท่าทันความคิดและพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ทำออกไปได้มากขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้มากทุก ๆ ขณะ หรือทุก ๆ เรื่องก็ตามที แต่เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้ศึกษานพลักษณ์นั้นก็จัดว่ามากขึ้นมาพอสมควร เช่น เวลาที่อยู่บนโต๊ะอาหาร เมื่อคุณแม่บอกให้รับประทานโน่นรับประทานนี่อยู่เรื่อย ๆ เมื่อก่อนมักเกิดความหงุดหงิดค่อนข้างมาก หงุดหงิดและอึดอัดตรงที่ท่านช่างมากำกับพฤติกรรมเรามากเสียเหลือเกิน แม้กระทั่งเรื่องที่ว่าเราจะหยิบอะไรเข้าปากก็ยังต้องถูกกำกับ แทรกแซง หรือรุกล้ำ
มาเดี๋ยวนี้ เราเริ่มรู้เท่าทันความรู้สึกในส่วนนี้ได้เร็วขึ้น เมื่อรู้แล้วก็อยากจะปล่อย ๆ มันไป เพราะเข้าใจว่าธรรมชาติของตัวเรานั้นไม่ชอบสิ่งนี้ เมื่อเข้าใจแค่นี้แล้ว หากปล่อยให้มันผ่าน ๆ ก็สบาย ไม่มีอะไรต้องมานั่งหงุดหงิดต่อ ในขณะเดียวกัน ก็รู้ต่อไปได้อีกว่า คุณแม่นั้น แท้ที่จริงแล้วท่านอาจจะมีความเป็นผู้ให้ อยากให้แก่คนที่ท่านหวังดีด้วย เมื่อให้แล้ว และคนที่ท่านให้เปิดโอกาสของการให้นั้นด้วยการยอมที่จะรับ ท่านก็คงจะรู้สึกดี เห็นว่าสิ่งที่ทำนี้มีคุณค่า และเกิดความสุขได้นั่นเอง รู้เสียเช่นนี้ ความอึดอัดต่าง ๆ มันก็ค่อยคลายออกไม่หนักอกหนักใจมากเหมือนเมื่อก่อน

ประการต่อมา เวลาที่ไปพบเจอเรื่องที่กระทบกระทั่งกันระหว่างบุคคล ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก็ตาม เราจะรู้เท่าทันที่มาแห่งการแสดงออกของพฤติกรรมต่าง ๆ ของคนเหล่านั้นได้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เกิดความเข้าใจว่า ที่เขาเอะอะโวยวายก็เพราะเขาอาจมีความเป็นลักษณ์ที่ทำให้เขามักตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วยพลังท้อง หรือว่า ที่เขาไม่อาจให้เวลาหรือความรู้เนื้อรู้ตัวของเขามาจดจ่อกับเราหรือสิ่งที่เรานำเสนอเพื่อเขาได้นานอย่างที่เราคาดหวัง ก็เพียงเพราะเขาอาจมีความเป็นลักษณ์ที่ทำให้เขาใช้พลังสมองในลักษณะกระโดดไปกระโดดมาในความคิดตลอดเวลา มันเป็นลักษณะของเขาอย่างนั้นเอง เป็นต้น เมื่อเรารู้เสียเช่นนี้แล้ว ความผิดไปจากความคาดหวังของเราก็ถูกอธิบายได้ นั่นทำให้ทุกข์ที่เกิดจากความผิดหวังดังกล่าวลดน้อยลงไป
จะว่าไปแล้ว ในโลกของเรานี้ เรามักจะทุกข์ร้อนกับเรื่องของ "ทำไม" มากกว่าเพื่อน จะให้ใครมาบอกเราว่า เรื่องนี้มันเกิด"อะไร"ขึ้น หรือว่ามันเกิดขึ้นได้"อย่างไร" โดยบอกได้อย่างกระจ่างแจ้งเพียงใดก็ตาม มันก็ยังไม่แล้วใจเท่ากับว่ามีใครสักคนมาบอกว่า เรื่องนี้เนี่ย "ทำไม"มันถึงเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่มีคนมากระทำให้เราบาดเจ็บ โดยเฉพาะบาดเจ็บทางใจ เรามักไม่ค่อยสนใจหรืออยากได้ยินเกี่ยวกับว่า เรื่องอะไรที่ทำให้เราบาดเจ็บ หรือกระบวนการที่ทำให้เราบาดเจ็บนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่คำถามที่เราเฝ้าวนเวียนถามแม้จะอยู่ในใจอยู่ตลอดเวลาก็คือว่า "ทำไม"เขาต้องมาทำเรื่องแบบนี้กับเรา "ทำไม"ถึงต้องเป็นเรา "ทำไม" เราต้องมาเจอะเจอเรื่องแบบนี้พอดี ทำไม ทำไมและทำไม หากแม้ว่าใครสักคนพอจะให้คำตอบต่อคำถามที่ว่าทำไม ทำไมเหล่านี้ได้บ้าง เชื่อว่าความทุกข์อกทุกข์ใจที่มีอยู่จะบรรเทาเบาบางลงไปได้เยอะทีเดียว ซึ่งผมได้เห็นว่า สาระความรู้ในเรื่องของนพลักษณ์สามารถช่วยเติมเต็มในส่วนนี้ได้

ในเรื่องของการพยายามทำความเข้าใจบุคคลอื่นด้วยความรู้ทางนพลักษณ์ในลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น บางทีมักจะเลยเถิดไปถึงการแอบประทับตราความเป็นลักษณ์ใดลักษณ์หนึ่งให้กับคนอื่น ๆ ซึ่งผู้ที่ผ่านการอบรมมาจะทราบดีว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ แต่ในชีวิตประจำวัน เมื่อเจอกับเหตุการณ์ที่มีปฏิสัมพันธ์ต่าง ๆ ก็อดที่จะแจกลักษณ์แก่คนอื่นไม่ได้ แม้จะเป็นการกระทำอยู่ภายในใจก็ตามที


" การเปลี่ยนแปลงในตนเองหลังจากที่ศึกษานพลักษณ์

ประการแรกคือการรู้เท่าทันพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งของตนเองและของคนอื่น เมื่อรู้เท่าทันได้มากขึ้นแล้ว ความกระวนกระวายใจว่าทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้ ทำไมเขาถึงคิดแบบนั้นก็บรรเทาลง เกิดความสงบเย็นขึ้นได้มากกว่าแต่ก่อน บางทีเมื่อเราเห็นการกระทำของคนอื่นที่เราเคยรู้สึกขัดใจ เช่น การโวยวาย หรือการจับผิด มาตอนนี้พอเรารู้ถึงเหตุผลเบื้องหลังที่ผลักดันพฤติกรรมเหล่านี้ออกมา กลายเป็นว่า พฤติกรรมพวกนี้ดูเป็นสิ่งน่ารักน่าเอ็นดูไป หรือแม้กระทั่งความน่าชังในตนเองบางเรื่อง เช่น ความประหม่า ความเก็บตัว หรือความไม่พยายามแข่งขันหรือทะเยอทะยานในการงาน เหล่านี้เมื่อได้รับการอธิบาย ก็ทำใจยอมรับที่จะอยู่กับมันได้อย่างเท่าทันมากขึ้น มันเป็นความเบาใจว่าสิ่งเหล่านี้มีที่มาที่ไป และเราจะรับมือกับมันต่อไปได้อย่างไร

ประการต่อมา การศึกษานพลักษณ์เป็นเหมือนบาทฐานของความรู้ที่ว่า ชีวิตหนึ่งนั้นมีหนทางที่จะต้องไปต่อซึ่งน่าจะหนักหนาสาหัสไม่เบา การรู้ลักษณ์แล้วไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย แต่มันเป็นเพียงแค่ความรู้หนึ่งที่จะทำให้เราเดินต่อไปได้อย่างสะดวกสบายขึ้น เห็นหนทางชัดเจนมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงสำคัญภายหลังการศึกษานพลักษณ์ของผมก็คือ การมีความมั่นใจว่าการศึกษาเรื่องจิตเป็นสิ่งสำคัญ ชีวิตหนึ่งที่เกิดมา หากพลาดการพัฒนาด้านจิตใจแล้ว ถือว่าน่าเสียดายมาก จิตใจเป็นเครื่องมือที่มีพลังมากในการผลักดันหรือนำพาชีวิตเราทั้งชีวิตให้พัฒนาได้อย่างที่พลังทางด้านอื่นไม่อาจจะกระทำให้ได้เท่า ความรู้ด้านนพลักษณ์ได้ช่วยชี้ให้เห็นทางของการพัฒนาและขัดเกลาอย่างที่ว่านี้ อะไรที่ยังห่อหุ้มใจของเราอยู่ อะไรที่ยังเป็นตัวถ่วงให้เราไม่สามารถพัฒนาสู่ที่สูงขึ้น อะไรที่ต้องลอกออกลอกออกเพื่อว่าความสดใสเบิกบานภายในอย่างเราควรจะมีจะเป็นจะได้เผยโฉมออกมาเสียที นพลักษณ์น่าจะพอให้แนวทางที่ว่านี้ได
สิ่งสุดท้ายในชีวิตนี้ที่จะต้องกระทำก่อนที่จะเรียกได้ว่าเสร็จกิจของการที่ได้เกิดมา อาจจะเป็นสิ่งที่นพลักษณ์ได้บอกผมไว้ตั้งแต่โอกาสแรก ๆ ที่ได้เข้ามาเรียนรู้ นั่นก็คือ "สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับคนศูนย์หัว ก็คือการหยุดใช้พลังของหัว หรือหยุดใช้ความคิดที่มันมากล้น"
บางทีการหยุดการปรุงแต่ง หากแต่ประสบอะไรแล้วเพียงแต่วางโดยไม่ปรุงต่อ อาจจะเป็นภารกิจสุดท้ายนั้น


 

 
  กลับ  
     
   
           
           
@ Copyright 2006 THAI ENNEAGRAM ASSOCIATION