|
"
รู้จักนพลักษณ์ครั้งแรกปี 2539
" หลังจากได้เรียนรู้นพลักษณ์แล้ว
ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
เมื่อปี 2539 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มรู้จัก นพลักษณ์ ไม่เข้าใจตนเองเลยว่า
ทำไมจึงเป็นคนขี้เบื่อ ขี้เหงา อยู่นิ่งๆ นานๆ ไม่ได้ อ่านหนังสือไม่เคยจบเล่ม
(คือสนใจเล่มไหนก็หยิบขึ้นมาอ่าน สักพักพอหมดความสนใจก็วางทิ้งไว้
แล้วไปหยิบเล่มใหม่ๆ หรือเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น) เปลี่ยนงานบ่อย
ชอบไปเที่ยว ชอบเป็นหัวโจกสร้างสรรค์ความสนุกให้เพื่อนๆ หลีกหนีความเศร้าและเจ็บปวด
คือทำทุกอย่างให้ตัวเองมีความสุขและสนุกสนานตลอดเวลา นอกจากนี้ก็มักจะคิดว่า
ทุกคนน่าจะมีวิธีคิด หรือมีความรู้สึกเหมือนๆ กับเรา และทุกเรื่องมันเป็น
common sense ทุกคนต้องคิดและทำอย่างเราซิจึงจะถูก พอไม่ได้อย่างที่ใจเราคิดไว้ก็พาลโกรธและหงุดหงิดคนอื่นไปทั่ว
ชีวิตไม่มีความสุขเท่าที่ควร
หลังจากเรียน นพลักษณ์ แล้วจึงได้เข้าใจว่า คนเรามีวิธีคิด
วิธีการมองโลกแตกต่างกันได้ถึง 9 ลักษณะใหญ่ๆ และเราก็เป็นเพียงแค่หนึ่งใน
9 ลักษณะนั้น จึงเรียนรู้ลงลึกใน นพลักษณ์ และเฝ้าสังเกตตนเองเรื่อยมา
จนเข้าใจแล้วว่าจิตเดิมแท้ของเรานั้นเป็น "จิตประภัสสร"
มีความสะอาด สว่าง สงบ อยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่เมื่อจิตถูกครอบงำด้วยความเป็นลักษณ์
จึงทำให้เราไม่มีความสุข หงุดหงิด ไม่เมตตาผู้อื่น
เมื่อนำบารมีและคุณธรรมซึ่งเป็นวิธีการคลี่คลายความเป็นลักษณ์ของเรา
มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันก็พบว่า เมื่อเราถอดเกราะหรือลักษณ์ของเราได้
เราจะพบกับความสุขที่แท้จริง ซึ่งได้แก่การอยู่กับปัจจุบันขณะ
(ที่นี่และเดี๋ยวนี้) กับตัวเราเอง เป็นความสุขที่เย็นและยั่งยืนกว่าความสุขที่ต้องดิ้นรนไขว่คว้าจากสิ่งภายนอก
เดี๋ยวนี้จึงเป็นคนไม่ขี้เหงา ไม่ขี้เบื่อ เพราะสามารถอยู่นิ่งๆ
กับตัวเองได้ อ่านหนังสือจบที่ละเล่ม มีเมตตาทั้งต่อตนเองและผู้อื่นมากขึ้น
" ใช้ นพลักษณ์ ในการดำเนินชีวิตอย่างไร
ตนเองใช้นพลักษณ์ เป็นคู่มือในการสังเกตสุข
- ทุกข์ ที่เกิดขึ้นภายในตัวเราเองว่ามีแรงจูงใจมาจากอะไร โดยไม่ไปโทษคนอื่นว่าเขาเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ของเรา
เพราะแท้จริงแล้วไม่ว่าสุขหรือทุกข์ตัวเราเองเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา
ตัวอย่างเช่น เมื่อเราถูกสั่งให้ทำโน่นนี่ ทำอย่างโน้นซิ ทำอย่างนี้ซิ.....
เราจะรู้เท่าทันตัวเองมากขึ้นว่า ถ้าเจอสถานการณ์เช่นนี้เดี๋ยวเราจะต้องโกรธ
แล้วจะต้องแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีต่างๆ ออกมา นั่นคือสัญญาณที่บอกให้รู้ว่า
ความเป็นลักษณ์ของเรากำลังทำงาน เราก็จะหยุดดูความรู้สึกที่ตรงนั้น
(โดยไม่ไปโทษหรือตอบโต้ต่อคนอื่น) เฝ้าดูความโกรธที่เกิดขึ้นภายในตัวเราว่ามันมีผลอย่างไร
แล้วถามตัวเองว่า "ทุกข์ไหมกับความรู้สึกนั้น" ถ้าตอบตัวเองได้ว่า
"ทุกข์" เราก็จะถามตัวเองต่อว่า "ทุกข์แล้วจะแบก
(ลักษณ์ของเรา) ไว้ทำไม ?"
" ข้อคิดที่อยากฝากถึงผู้ที่เริ่มศึกษา
นพลักษณ์ หรือการศึกษาชีวิตด้านในของตัวเอง
การศึกษาชีวิตด้านในไม่ใช่การศึกษาเพื่อ "หาความรู้"
แบบการศึกษาทางโลกทั่วไป แต่เป็นการศึกษาที่ต้องใช้การเฝ้ามองตัวเองอย่างต่อเนื่อง
และลงลึกไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด หรือที่เรียกว่า "เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต"
การเรียนรู้ นพลักษณ์ เพื่อให้รู้แค่ว่า
เราสังกัดอยู่ในลักษณ์ไหนแล้วจบ จะไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยและเสียเวลาเปล่า
แต่ถ้าเราสามารถศึกษาลงลึกอย่างต่อเนื่อง เราจะได้ประโยชน์อย่างมหาศาล
เพราะทุกวินาทีที่เราเฝ้ามองและเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในร่างกายและจิตใจตนเองได้
ก็เท่ากับเราได้เริ่มต้นการเดินทางไปสู่ "การพ้นทุกข์"
แล้ว
|